การ จัดตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า "...ตอนเริ่มต้นโครงการ ลูกสี่คนก็อยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็นทั้งนั้น... ทำให้เกิดความคิดว่า ในเมืองไทยนี้การศึกษาแม้จะทำกันดี ก็จะต้องช่วยกันหน่อย เพราะว่ามีเยาวชนมากเหลือเกิน โรงเรียน ครู ไม่มีทางที่จะมีได้เพียงพอ จึงคิดดูว่าหลักการของฝรั่งโน้นนั้นก็คือต้องให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือมีความรู้มากกว่า สอนผู้ที่มีอายุหรือมีความรู้น้อยกว่า จะได้ความรู้มาเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีความรู้มากกว่า อายุมากกว่าด้วยเพราะสามารถที่จะสอน การสอนนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เพิ่มพูนความรู้ของตนเองแต่ในการนี้จะ ต้องมีรากฐานอะไรอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงได้คิดทำสารานุกรมนี้ด้วยหลักการนี้..."สารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น จะบรรลุสรรพวิชาการอันเป็นสาระไว้ครบทุกแขนง เมื่อมีความต้องการหรือพอใจจะเรียนรู้เรื่องใดก็สามารถค้นหาอ่านได้โดยสะดวก นับว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์เกื้อกูลการศึกษา เพิ่มพูนปัญญาด้วยตนเองของราษฎรอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครูและสถานที่เล่าเรียนหนังสือสารานุกรม จะช่วยคลี่คลายให้บรรเทาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี เยาวชนสามารถหาความรู้ช่วยตนเองได้จากการอ่านหนังสือ และเพื่อให้ได้ประโยชน์อันกว้างขวางยิ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึง ทรงกำหนดหลักการทำคำอธิบายเรื่องต่าง ๆ แต่ละเรื่องออกเป็น ๓ ตอน หรือ ๓ ระดับ สำหรับให้เด็กรุ่นเล็กอ่านเข้าใจได้ระดับหนึ่ง สำหรับเด็กรุ่นกลางอ่านเข้าใจได้ระดับหนึ่ง และสำหรับเด็กรุ่นใหญ่รวมถึงผู้ใหญ่ผู้สนใจอ่านเข้าใจได้อีกระดับหนึ่ง เพื่ออำนวยโอกาสให้บิดามารดาใช้หนังสือนั้นเป็นเครื่องมือแนะนำวิชาแก่บุตร ธิดา และให้พี่แนะนำวิชาแก่น้องเป็นลำดับกันลงไป นอกจากนั้นเมื่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดมีความเกี่ยวพันต่อเนื่องถึงเรื่องอื่นๆ ก็ให้อ้างอิงถึงเรื่องนั้นๆ ด้วยทุกเรื่องไป ด้วยประสงค์จะให้ผู้ศึกษาทราบตระหนักว่าวิชาแต่ละสาขามีความสัมพันธ์เกี่ยว เนื่องกัน พึงจะศึกษาให้ครบถ้วนทั่วถึง
สิ่ง ที่จะต้องควบคู่กันไปกับการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่นอกจากจะต้องมีสถานที่ เรียนแล้วก็จะต้องมีครูผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชนนั้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยมาก ด้วยต้องพระราชประสงค์ที่จะให้เด็กและเยาวชนของไทยเป็นคนดีมีศีลธรรม มีจริยธรรม มีคุณธรรม ประพฤติปฏิบัติตนแต่ในสิ่งที่ดีงามที่ถูกที่ควร การจะเป็นดังนั้นได้ย่อมต้องหมายความว่าจะต้องได้ครูที่ดีที่เป็นครูที่แท้ มาเป็นผู้อบรมสั่งสอน ความเอาพระราชหฤทัยใส่ห่วงใยในเรื่องครูผู้สอนนั้นเห็นได้จากพระราชดำรัสที่ พระราชทานแก่ครูอาวุโสประจำปี ๒๕๒๒ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งว่า "...ครูที่แท้นั้นเป็นผู้ทำแต่ความดี คือต้องหมั่นขยันและอุตสาหะพากเพียรต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่น อดกลั้นและอดทน ต้องรักษาวินัย... ต้องปลีกตัวปลีกใจจากความสะดวกสบายและความสนุกรื่นเริงที่ไม่สมควรแก่ เกียรติภูมิของตน..ต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจ ต้องเมตตาหวังดี ต้องวางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ..." และพระราชดำรัสอีกตอนหนึ่งที่พระราชทานแก่คณะผู้แทนครูจีน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔ มีความตอนหนึ่งว่า "...ครูนั้นจะเป็นครูจีน ครูฝรั่ง ครูแขก ชาติใดก็ตาม ผู้ที่เป็นครูนั้นจะต้องมีจิตใจที่สูง ถ้าครูใดมีจิตใจสูงก็จะทำงานของตัวด้วยความสำเร็จ จะเป็นที่นับถือของลูกศิษย์ และเป็นที่เคารพของผู้ที่เป็นประชาชนทั่ว ๆไป...ใช้คำว่าครูนั้นดูเป็นเหมือนต่ำกว่าคำว่าอาจารย์...แต่ความจริงคำว่า ครูนั้นเป็นคำที่สูงยิ่ง เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพบูชาได้...ครูเป็นเหมือนคำศักดิ์สิทธิ์ ...ครูเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการและเป็นผู้ถ่ายทอดความประพฤติ..วิธีคิด และความดีงามทุกอย่าง ซึ่งจะสร้างให้บุคคลเป็นคนที่ดี..." จากพระราชดำรัสที่ได้อัญเชิญมานี้เป็นสิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าคุณลักษณะ เหล่านี้คือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะให้ผู้ ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นครูได้มีอยู่ภายในตัวครูทุกคนเพราะเมื่อเด็กและเยาวชน ได้แบบอย่างที่ดีแล้ว อย่างน้อยที่สุดคุณลักษณะต่างๆ ที่ดีเหล่านั้นก็ย่อมจะต้องซึมซาบเข้าไปในตัวเด็กและเยาวชนของชาติบ้างไม่ มากก็น้อยและเพื่อเป็นขวัญกำลังใจต่อการอุทิศตัวทำงานของครูผู้ที่จะต้องมี ความเสียสละอย่างสูงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระมหากรุณาทรงรับ มูลนิธิช่วยครูอาวุโสไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ครูที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นครู ดีเด่นได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติและเงินช่วยเหลือของมูลนิธิช่วยครู อาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประจำทุกปี พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางด้านการศึกษาที่ทรงมีต่อ เด็กและเยาวชนของชาติจึงเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญในอันที่จะช่วยพัฒนา พลเมืองให้มีคุณภาพเพื่อจักได้พัฒนาบ้านเมืองให้มีคุณภาพเพื่อจักได้พัฒนา บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไปให้ทัดเทียมกันนานาอารยประเทศที่ได้มีการ พัฒนาแล้ว
การ ศึกษาเป็นกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิชาการและประสบการณ์แก่ผู้เรียนให้มีความรู้ ความคิด สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้ด้วยความเรียบร้อย การศึกษาจึงต้องสนองความต้องการของบุคคลและชุมชนแต่ละชุมชนที่แตกต่างกัน
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ใกล้ชิดกับราษฎรจนอาจกล่าวได้ ว่ายิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใด พระองค์มีพระวิริยะอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะท้องถิ่นทุรกันดาร จึงทรงทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นอย่างดี ทรงทราบดีว่ายังมีเกษตรกรที่ยากจนที่ขาดที่ทำกินอยู่อีกเป็นจำนวนมาก อันเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องแก้ไขให้ราษฎรเหล่านั้นได้มีที่ทำกินเท่าที่ พระองค์จะทรงช่วยเหลือได้ และจากการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประจำ ได้ทอดพระเนตรเห็นว่ามีพื้นที่ว่างเปล่าอยู่จำนวนหนึ่งในเขตจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเมื่อทรงตรวจสอบดูแล้วพบว่ายังเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไร้ผู้ถือครอง กรรมสิทธิ์ เหตุเพราะเป็นที่ดินกันดารไม่มีผู้ใดสนใจ จึงได้ทรงจับจองไว้ในพระปรมาภิไธยจำนวนประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ แล้วทรงหาวิธีการที่จะพลิกฟื้นผืนดินแห่งนี้ให้สามารถการเกษตรได้ เพื่อที่จะได้นำไปพระราชทานแก่เกษตรกรยากจนไร้ที่ทำกิน ได้มีที่ทำกินเป็นของตนเอง จะได้พึ่งพาตนเองได้และไม่เป็นปัญหาสังคมต่อไปในอนาคต โดยพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดทำเป็นโครงการใช้ชื่อว่า "โครงการจัดพัฒนาที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชประสงค์ทุบกะพง" ในระยะเริ่มแรกของโครงการได้ทำการคัดเลือกให้เกษตรกรจำนวน ๑๒๐ ครอบครัว ได้เข้าไปอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ดังกล่าวนี้ครอบครัวละ ๒๕ ไร่โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกของโครงการมีสิทธิทำกินในที่ดินที่ได้รับพระราช ทานนี้ตลอดไปชั่วลูกหลานแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะนำไปซื้อขาย
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการนี้ตั้งแต่ เริ่มจัดตั้ง และเมื่อมีเกษตรกรได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่อาศัยทำกินในที่ดินแห่งนี้ แล้วก็ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรการทำมาหากินเพื่อเป็น กำลังใจแก่เกษตรกรเหล่านี้อยู่เสมอฯ เช่นเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังไกลกังวล หัวหิน ไปทรงเยี่ยมเกษตรกรในโครงการจัดพัฒนาที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชประสงค์หุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในโอกาสนี้ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่เกษตรกรตอนหนึ่งความว่า "...ที่ ได้มาเยี่ยมทุกปี ก็ได้เห็นความก้าวหน้าได้ทุกปีเหมือนกัน และที่ได้รายงานรายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวดีขึ้น ก็นับว่าเร็วพอดูเหมือนกัน เมื่อเข้ามาโดยรถยนต์ก็เห็นว่ากำลังสร้างบ้านกัน... ถ้าทุกคนขยันภายในไม่กี่ปีทุกคนก็จะมีบ้านที่น่าอยู่ แต่ก็ต้องใช้เวลาและความเพียร...ถ้าทำต่อไปด้วยความเพียรพยายามก็เชื่อว่าจะ สร้างได้ทุกคน และต่อไปก็มีความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น ฉะนั้นก็ขอให้รักษาความสามัคคี ความเพียรพยายาม ความบากบั่น ความเข้มแข็ง โดยเฉพาะสามัคคีซึ่งสำคัญ เพื่อที่จะอุดหนุนซึ่งกันและกันให้โครงการต่าง ๆไปด้วยดี ... ก็ขอให้รักษาความดีนี้ไว้ เพื่อให้ทุกคนมีความเจริญ มีความอยู่ดีกินดี และมีความพอใจในงานของตัว.." และเมื่อทอดพระเนตร เห็นว่า "โครงการจัดพัฒนาที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชประสงค์หุบกะพง" ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งขึ้น สำหรับจัดที่ดินพระราชทานแก่เกษตรกรยากจนไร้ที่ทำกิน ได้เข้าอยู่อาศัยทำกิน ได้ผลดี คือเกษตรกรสามารถที่จะทำการเกษตรเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เป็นที่น่าพอพระราชหฤทัยในระดับหนึ่งแล้วก็มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการ ต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกที่ "ดอนขุนห้วย" อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และที่ "หนองพลับ" ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี
โครงการ จัดพัฒนาที่ดินในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามพระราชประสงค์ ทั้ง ๓ แห่งนี้ โปรดฯให้จัดตั้งขึ้นในรูปแบบของหมู่บ้านสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มโครงการ และแต่ละแห่งก็ได้ดำเนินการในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกของโครงการได้มีการร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน มีอะไรก็ให้คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นการป้องกันไม่ให้พ่อค้าคนกลางเข้ามาเอารัดเอาเปรียบสมาชิกของโครงการ ได้ พระราชประสงค์นี้เห็นได้ชัดจากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสหกรณ์การ เกษตรหุบกะพง จำกัด เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสมาชิกสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๗ ว่า "....เคยพูดมาหลายปีแล้ว ว่าเราจะต้องพัฒนาตัวเอง ถ้ามีผู้มาช่วยเราก็ยินดี แต่ว่าต้องรับการช่วยเหลือส่วนหนึ่ง และสร้างด้วยตนเองอีกส่วนหนึ่ง ในที่สุดจะต้องสร้างตัวเองด้วยตัวเองโดยแท้ สำหรับหมู่บ้านนี้ซึ่งถือว่าเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ หมายถึงว่าเป็นหมู่บ้านที่สมาชิกทุกคนอยู่ด้วยกันและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน จึงมีความสำคัญที่สุดที่จะให้ทุกคนเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน มีเมตตาซึ่งกันและกัน ผู้ใดที่มีโอกาสมีรายได้มากกว่าผู้อื่น ก็ควรที่จะเอาใจใส่ผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่า เพราะว่าถ้าแต่ละคนเอาใจใส่และทำให้ทุกคนมีความก้าวหน้าได้ จะทำให้ตนเองมีความก้าวหน้าได้โดยแท้ ด้วยความมั่นคง ผู้ใดมีความคิดก็ควรจะนำมาปรึกษาหารือกัน...จะทำให้ความเป็นอยู่ของหมู่บ้าน เป็นไปอย่างดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น...และจะทำให้แต่ละคนทั้งหมดมีความรู้สึก ว่า ได้สร้างตัวเอง...มีความรู้สึกสบายใจ มีความรู้สึกว่าเป็นผู้ที่อยู่ด้วยความสบายและนับถือตัวเองได้..."
ประเทศ ไทยของเราค่อนข้างจะโชคดีทางด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เพราะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านพาเอาฝนมาตกในช่วงต้นฤดูฝน และมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาฝนมาตกตอนปลายฤดูฝน ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์เฉกเช่นแต่กาลก่อน เนื่องมาจากเหตุหลายประการด้วยกัน เช่นประชากรเพิ่มมากขึ้น มีความจำเป็นต้องการพื้นที่ทำกินเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่ม จึงมีการตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย ตลอดทั้งมีความต้องการใช้ทรัพยากรน้ำมากขึ้นตามประชากรที่เพิ่มทรัพยากรของ ประเทศไทยจึงตกอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งจากข้อมูลของทางราชการนั้น ในพุทธศักราช ๒๕๐๔ ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าไม้จำนวนประมาณ ๑๗๐ ล้านไร่ ในพุทธศักราช ๒๕๒๘ เหลือพื้นที่ป่าไม้จำนวนประมาณ ๙๔ ล้าน ๓ แสนไร่ และข้อมูลหลังสุดที่ทำการสำรวจเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๖ ประเทศไทยของเราเหลือพื้นที่ที่เป็นป่าไม้เพียง ๘๓ ล้าน ๔ แสน ไร่เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่รัฐได้ยกเลิกสัมปทานป่าไม้ไปแล้วตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๒ ซึ่ง แสดงให้เห็นว่ายังคงมีผู้ทำการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอยู่โดยเฉลี่ยอีกปีละ ประมาณ ๑ ล้าน ๑ แสนไร่ และจากการที่ประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลา ๓๐ ถึง ๔๐ ปีอย่างต่อเนื่องกันนั้น ทำให้เกิดมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อการเสียความสมดุลของระบบนิเวศน์ กล่าวคือเมื่อแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลายอุณหภูมิบนผิวดินก็เกิดการเปลี่ยน แปลงไป หน้าดินถูกชะล้างทำลายไปเพราะขาดต้นไม้คอยช่วยปกป้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบและตระหนักในเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเมื่อเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนัก ภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรในภาคเหนือและภูมิภาคใกล้เคียงนั้นได้ทอดพระเนตรเห็น ป่าไม้ที่เป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งจากราษฎรพื้นราบ และจากราษฎรชาวไทยภูเขา และเพื่อเป็นการหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าที่เป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารไม่ให้ ต้องถูกทำลายไปเป็นจำนวนมากกว่านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้ง "โครงการหลวง" ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในพุทธศักราช ๒๕๑๒ เป็นโครงการส่วนพระองค์ ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการหลวงเมื่อแรกตั้งว่า "... ที่มีโครงการนี้จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถที่จะมีความรู้และพยุงตัวมีความ เจริญได้ อีกอย่างหนึ่ง... คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้าง เขาจะเลิกปลูกยาเสพติดคือฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับ การปราบปรามการสูบฝิ่นและการค้าฝิ่นได้ผลดี อันนี้ก็เป็นผลอย่างหนึ่ง ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญคือ ชาวเขาตามที่รู้เป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูกโดยวิธีจะทำให้บ้านเมืองของเราไปสู่ หายนะได้ โดยที่ถางป่าและปลูกโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะมีความอยู่ดีกินดี พอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไปประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก.."
" โครงการหลวง" ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม ช่วยลดการทำลายทรัพยากรป่าไม้กำจัดการปลูกฝิ่น รักษาดินและใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือให้ป่าอยู่ในส่วนที่ควรเป็นป่าและทำไร่ทำสวนทำนาในส่วนที่ควรเพาะปลูก ไม่ให้ทั้งสองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกันก็จะสามารถฟื้นฟูสภาพป่าไม้ได้เป็น บางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ทางตอนบนของประเทศซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารอันสำคัญ ของพื้นที่ราบภาคกลางทางตอนใต้ซึ่งเรื่องการฟื้นฟูสภาพป่านั้นถ้ามนุษย์ไม่ ไปบุกรุกยึดครองแผ้วถางป่าเพื่อทำการอย่างอื่นแล้ว ป่าไม้นั้นก็จะฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ ในเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะ บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ ว่า "...เรื่องต้นไม้ขึ้นเองมีอีกแห่งหนึ่ง คือโครงการเขาชะงุ้ม ที่จังหวัดราชบุรี ที่ตรงนั้นอยู่ใกล้ภูเขา เป็นที่ที่ป่าเสียไป เป็นป่าเสื่อมโทรม ที่เรียกว่าป่าเสื่อมโทรมเพราะมันไม่มีต้นไม้ ไม่มีชิ้นดี เริ่มทำโครงการนั้นมาประมาณ ๗ ปีเหมือนกัน ไปดูเมื่อสัก ๒ ปี หลังจากทิ้งป่านั้นไว้ ๕ ปี ตรงนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ป่าเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปปลูกสักต้นเดียว คือว่าการปลูกป่านี้สำคัญอยู่ที่ปล่อยให้เขาขึ้นได้ คืออย่าไปตอแยต้นไม้ อย่าไปรังแกต้นไม้ เพียงแต่ว่าคุ้มครองเขาหน่อย เขาขึ้นเอง อย่างในระยะ ๒๐ ปี ที่ผ่านมานี้ เมืองไทยจากที่อุดมสมบูรณ์เป็นสวน เป็นป่า กลายเป็นทะเลทราย เราจะทำให้ประเทศไทยกลับมีความอุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื่นได้ ขออย่าไปรังแกป่าเท่านั้นเองไม่ต้องทำอะไรมาก..."
ใน ส่วนโครงการหลวงนั้นได้ดำเนินงานไปอย่างต่อเนื่องจริงจัง สามารถหยุดยั้งราษฎรชาวไทยภูเขาไม่ให้ถางป่าทำไร่เลื่อนลอยได้ อันเป็นการสงวนทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ตอนบนของประเทศไว้ได้ส่วนหนึ่ง และผลงานที่สำคัญยิ่งของโครงการหลวง คือการกำจัดการปลูกฝิ่นได้โดยสันติวิธี อันเป็นการสร้างสรรค์และก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างนานาชาติ จนโครงการหลวงได้รับการคัดเลือกตัดสินให้ได้รับรางวัลแมกไซไซ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ ในสาขา INTERNATIONAL UNDERSTANDING















