
การ จัดตั้งสหกรณ์แบบอเนกประสงค์ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น นอกจากเกษตรกรจะสามารถรวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้แล้ว ยังเป็นการป้องกันมิให้พ่อค้าคนกลางเข้ามาเอารัดเอาเปรียบได้ เพราะเมื่อรวมตัวกันได้ดีย่อมมีอำนาจในการต่อรอง และสมาชิกสหกรณ์นั้นเองก็จะมีความรักใคร่กลมเกลียวกันดี หาไม่แล้วกิจการสหกรณ์ย่อมไม่สามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น และในส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการใช้ระบบสหกรณ์ออกไปให้แพร่หลายทั่วประเทศ เพราะวิธีการของสหกรณ์นั้นเองจะเป็นรากฐานที่ดีของระบอบประชาธิปไตยอย่าง สำคัญ เนื่องจากสอนให้คนรู้จักรับผิดชอบร่วมกัน ให้มีการเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารสหกรณ์ ตลอดจนได้รู้ถึงคุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับด้วยกันเป็นส่วนรวม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มต่างๆ เป็นประจำ และแต่ละครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยม ก็จะพระราชทานแนวทางและข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของกิจการ สหกรณ์ อันเป็นขวัญกำลังใจอย่างยิ่งแก่สมาชิกสหกรณ์กลุ่มต่างๆ ที่ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระราชดำริและข้อแนะนำต่าง ๆในการดำเนินงาน
คน ไทยกินข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนคนเอเชียส่วนใหญ่ทั่วไป ชาวนาไทยที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักเป็นเกษตรกรนั้นเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของ ประเทศ แต่ชาวนาเองกลับต้องซื้อข้าวมาบริโภคในราคาแพง ซึ่งขัดแย้งกันกับอาชีพที่ทำอยู่เป็นอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงทรงห่วงใยต่อฐานะความเป็นอยู่ของชาวนา และจากการที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรอย่างสม่ำเสมอ ได้ทรงซักถามทุกข์สุข รับสั่งถามถึงอาชีพการทำมาหากินของราษฎร ก็ทรงตระหนักว่าชาวนาส่วนใหญ่มีหนี้ติดตัวเป็นประจำ เพราะขาดเงินทุนต้องไปกู้ยืมเงินจากนายทุนมาลงทุนปลูกข้าว ปีใดฝนฟ้าเป็นใจตกต้องตามฤดูกาล ปีนั้นก็ได้ผลผลิตดี ถ้าปีใดเกิดภาวะฝนแล้งหรือฝนตกมากไปอุทกภัย ปีนั้นก็อาจจะเสียหายหมดตัว หรือไม่ก็อาจจะได้ผลผลิตน้อย ไม่สามารถนำผลิตไปจำหน่ายนำเงินไปชำระหนี้ได้ และบ่อยครั้งที่ถูกเร่งรัดหนี้สิน ประกอบกับไม่มียุ้งฉางที่จะจัดเก็บรักษาข้าวเอาไว้ขายในตอนราคาข้าวราคาดี ก็จำเป็นต้องขายข้าวเปลือกไปในราคาถูกตามที่พ่อค้าคนกลางจะกำหนด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริว่า การที่จะช่วยเหลือชาวนาได้ก็จะต้องทำให้ชาวนานั้นเข้าใจและรู้วิธีการรวม กลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ทำการสีข้าวเปลือกเอง หรือตั้งตัวแทนกลุ่มทำการสีข้าวที่เป็นผลผลิตของตนสำหรับไว้บริโภคในครัว เรือของแต่ละครอบครัวให้พอเพียงที่จะบริโภคได้ตลอดปีเสียก่อนเมื่อมีเหลือ จากการบริโภคในครัวเรือนแล้วจึงค่อยนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของครอบครัว แทนที่จะต้องนำข้าวเปลือกไปจ้างผู้อื่นให้สีให้ ซึ่งหากดำเนินการตามพระราชดำริได้อย่างนี้ก็จะเป็นการช่วยเหลือชาวนาได้ทาง หนึ่ง เหตุนี้จึงโปรดฯให้จัดสร้างโรงสีข้าวตัวอย่างขึ้นที่โครงการส่วนพระองค์สวน จิตรลดา เมื่อสร้างเสร็จได้เสด็จลง ณ โรงสีข้าวตัวอย่าง ทรงเปิดกิจการสีข้าวเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๔ โรงสีข้าวตัวอย่างที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้มีการพัฒนาการกรรมวิธีการสีข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อเนื่องมาโดย ตลอด และได้พัฒนาการกรรมวิธีการสีข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด และได้เปิดให้เกษตรกรและผู้ที่มีความสนเข้าชมกิจการได้ เพื่อที่เกษตรกรผู้สนใจสามารถจะนำเป็นแบบดำเนินการได้เอง ซึ่งเป็นแก้ปัญหาให้ชาวนาได้ส่วนหนึ่งสมดังพระราชประสงค์ที่ได้ทรงตั้งพระ ราชหฤทัยไว้ ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อชาวนานั้นเกิดขึ้นมานาน แล้ว และจักได้จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนาในพิธีเปิดการชุมนุม ผู้นำกลุ่มชาวนาทั่วประเทศ ครั้งที่ ๓ ที่จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘ ความตอนหนึ่งว่า "...ข้าพเจ้ามี โอกาสได้ศึกษาและทดลองทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากเป็นอุปสรรคอยู่มิใช่น้อย จำเป็นต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิธีการต่างๆด้วย จึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน...ในการชุมนุมครั้งนี้... จึงใคร่จะขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังคำบรรยาย ทำความเข้าใจในวิธีการใหม่ๆให้แจ่มแจ้งทุกๆข้อ...จะได้นำวิชาการใหม่ๆนี้ไป ใช้ปรับปรุงการทำนาของสมาชิกในกลุ่มให้ได้ผลดียิ่งขึ้น..."

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบอยู่ในพระราชหฤทัยเป็นอย่างดีว่าสังคมไทยของ เรานั้นมีรากฐานมาจากสังคมเกษตรกรรม แม้ในปัจจุบันนี้สภาพของสังคมไทยที่แท้จริงก็ยังคงดำเนินอยู่เช่นนั้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังคงมีอาชีพหลักในการทำไร่ ทำนา ทำสวน ปลูกพืชผัก คือยังคงดำรงชีพด้วยการทำการเกษตรนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชหลักที่เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเป็นผู้ผลิตอยู่ ในอดีตข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในลำดับต้นๆของสินค้าส่งออกของประเทศไทย ที่ทำเงินตราเข้าประเทศได้ปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนมากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในข้อนี้อย่างดียิ่งดัง ที่กล่าวมาแล้ว เหตุนี้จึงสนพระราชหฤทัยที่จะศึกษาทดลองปลูกมาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๔ โดยเสด็จลง ณ บริเวณโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรดา เพื่อทรงหว่านข้าวในแปลงนาสาธิตเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ ทำการทดลงปลูกข้าวโดยวิธีการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีในอัตราส่วนต่างๆกัน จากนั้นก็เฝ้าทอดพระเนตรการเจริญงอกงามของเมล็ดข้าวที่ทรงหว่านไว้ ทรงเก็บข้อมูลทุกระยะนับแต่เมล็ดข้าวเริ่มงอกจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ ตลอดจนถึงการนวดข้าว เพื่อจะได้ทรงเปรียบเทียบได้ว่าการใส่ปุ๋ยให้ข้าวในอัตราส่วนใดจึงจะให้ผล ผลิตได้มากที่สุด ดังนั้น พระองค์จึงสามารถรับสั่งได้ว่าทรงเคยทดลองทำนามาบ้างแล้วดังพระราชดำรัสที่ ได้อัญเชิญมากล่าวไว้แล้วข้างต้น และตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๕ เป็นต้นมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่งที่เก็บเกี่ยวจากแปลงนาสาธิตจากโครงการ ส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ไปใช้ในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง
พระ ราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีเก่าแก่สืบเนื่องมาแต่โบราณกาล และมีพิธีทำนองเดียวกันนี้อีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่าพระราชพิธีนี้มีแต่พิธีพราหมณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เพิ่มพระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นพิธี ทางพุทธศาสนาผนวกเข้าเป็นพระราชพิธีต่อเนื่องกัน รวมเป็นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นับว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของชาติอย่างหนึ่งที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจนถึง พุทธศักราช ๒๔๗๙ แล้วก็ว่างเว้นไป จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันมีพระราชดำริให้ฟื้นฟู ขึ้นใหม่เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ ให้ต้องตามโบราณราชประเพณี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร ตลอดจนเป็นการบำรุงขวัญและเพิ่มพูนกำลังใจแก่เกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วน ใหญ่ของประเทศ จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีนี้สืบต่อมาทุกปี และยังพระราชทานพระมหากรุณาให้บรรดาเกษตรกรได้เข้าเผ้าทูลละอองธุลีพระบาทใน สวนจิตรลดาเมื่อเสร็จการพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวงด้วย เช่น เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔ ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้นำ สหกรณ์การเกษตรสหกรณ์นิคม และสหกรณ์ประมงทั่วประเทศ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ความตอนหนึ่งว่า "...ที่ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสได้เข้าร่วมในพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนา ขวัญในวันนี้ ซึ่งถ้าคิดไปก็เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เพราะว่าทั่วโลกนี้ดูเหมือนจะมีต่อ เมืองไทยที่มีพิธีของส่วนกลางเพื่อเป็นสิริมงคลแก่เกษตร... ชาวเกษตรกรทั้งหลายย่อมทราบดีว่าความเป็นมงคลนี้สำคัญยิ่งในการปฏิบัติงาน ของการเกษตร..."
ความที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระ ราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ว่า ประเทศไทยนั้นหากจะพัฒนาไปให้ถูกทิศทางแล้ว ก็ควรมุ่งเน้นพัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเกษตรอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เพราะจากการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ได้ทอดพระเนตรพบว่าทั้งสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศของประเทศไทยนั้น เหมาะสมกับภาคเกษตรอุตสาหกรรมมากกว่าภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเกษตรกร ก็จะทรงมุ่งเน้นที่จะแนะนำให้เกษตรเหล่านั้นทำเกษตรกรรมโดยใช้หลักวิชาการ ให้ถูกต้อง กับทรงแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีพื้นๆที่เหมาะสมแก่เกษตรกรของแต่ละท้องถิ่น โดยให้พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด หรือถ้าไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่จะต้องอาศัยการนำเข้าหรือที่ ประเทศไทยเราไม่สามารถผลิตหรือประดิษฐ์ขึ้นใช้เองได้เลยก็จะยิ่งเป็นการดีจะ ทรงแนะนำให้เกษตรกรที่เป็นชาวนาปลูกพืชชนิดอื่นหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพของดินให้ดีขึ้น หรือที่เป็นเกษตรกรทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ก็ทรงแนะนำให้ปลูกพืชชนิดต่างๆคละกันไป เพื่อลดความเสี่ยงหากพืชชนิดหนึ่งชนิดใดไม่ได้ผล ก็จะยังมีพืชชนิดอื่นที่ปลูกไว้ทดแทนได้ และหากเป็นไปได้ก็ให้เลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไปด้วย อย่างน้อยก็จะได้ประโยชน์จากมูลสัตว์นั้นมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สำหรับบำรุงพืชที่เราปลูก
การทำการเกษตรกรรมอย่างที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำเกษตรกรดังที่กล่าวมานี้ เป็นการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เพราะหากเกษตรกรยังไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าไปมากกว่านี้ ได้เกษตรกรเหล่านั้นก็จะไม่เดือดร้อน เพราะยังสามารถทำการเกษตรที่พออยู่พอกินพอใช้ภายในครัวเรือนของตนต่อไปได้ และถ้าได้ผลผลิตมาก เหลือจากการกินการใช้ในครัวเรือนแล้ว ก็ยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของครอบครัวต่อไป แต่ถ้าเกษตรกรรายใดมีความขยันหมั่นศึกษามีการค้นคว้าหาความรู้ใส่ตนอยู่ เสมอๆ คอยติดตามคอยติดต่อสอบถามและมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยว ข้องในเรื่องนั้นๆ ซึ่งมีหน้าที่ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการให้ความรู้และแนะนำการดำเนินงาน ตามหลักวิชาการอยู่แล้ว เกษตรกรรายนั้นก็สามารถที่จะพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าขึ้นไปในระดับที่ สูงขึ้นได้ถึงระดับภาคเกษตรอุสาหกรรมที่สามารถผลิตสินค้าส่งออกไปจำหน่ายยัง ต่างประเทศได้ ดังนั้นการอยู่อย่างเฉลียวฉลาดตามนัยแห่งพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว คือใช้สติปัญญาใคร่ครวญไตร่ตรองให้ดีว่า ควรจะทำอย่างไรที่ไม่เป็นการเกินกำลังของตน คือไม่ทำอะไรเกินตัวนั่นเอง ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังถดถอย ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนจากวิกฤตการณ์นี้ ก็คือผู้ที่ปฏิบัติตนตามแนวพระราชดำริมาตั้งแต่แรก ที่ทรงแนะนำให้ทำเพื่อพออยู่พอกินพอใช้ตามกำลังแห่งตนเสียก่อน และได้ทรงเน้นให้เห็นชัดอีกครั้งเมื่อพระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรดา เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐ ตอนหนึ่งว่า "คนเขานึกว่าประเทศ ไทยจะเป็นเสือตัวเล็กๆแล้วก็เป็นเสือตัวโตขึ้น เราไปเห่อว่าจะเป็นเสือ ความจริงเคยพูดเสมอ....ว่า การจะเป็นเสือหรือไม่นั้นมันไม่สำคัญ สำคัญที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจ มีความเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน คืออุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง..."
พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวนั้นทรงมีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในชนบทเป็น อย่างยิ่ง โดยเฉพาะราษฎรที่มีอาชีพทำนาทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก เพราะนับวันลูกหลานของราษฎรเหล่านี้ต่างก็พากันทิ้งถิ่นฐานภูมิลำเนาเดิม เดินทางเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในเมืองใหญ่ เพราะแออัดไปด้วยผู้คนแล้ว ภาคเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดต่างๆที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ก็พลอยว่างคนทำงานไป ด้วย เหตุนี้ถ้าสังเกตให้ดีๆก็จะพบว่าทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเกษตรกรในภูมิภาคใดก็ตาม ก็จะทรงแนะนำให้เกษตรกรเกิดความท้อถอยในการประกอบอาชีพทางการเกษตร จะทรงให้กำลังใจและโปรดฯให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยเหลือให้ ความรู้ทางวิชาการ สำหรับทำเกษตรกรรมให้ได้ผลผลิตดียิ่งขึ้นเพื่อที่เขาจะได้เลี้ยงตนเองและ ครอบครัวได้จะได้ไม่คิดจะละทิ้งถิ่นฐานที่อยู่ของตน แล้วตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเดินทางเข้าไปหางานทำในเมือง แทนที่จะทำเกษตรกรรมให้พอมีพอกินตามอัตภาพของตน ซึ่งไม่มีทางที่จะอดตายไปได้ ตรงกันข้ามกับการเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ ที่จะมาจากภายนอกได้ แต่การพัฒนานั้นก็จะต้องสอดคล้องกันกับความสามารถที่จะรับได้ของบรรดา เกษตรกรและตามความต้อการของชุมชนนั้นๆด้วย ไม่ใช่ไปยัดเยียดให้ในขณะที่ชุมชนของตนเข้มแข็ง ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเป็นแนวทางให้แก่กลุ่มชาวไร่ผักในพระบรม ราชูปถัมภ์ ณ ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ไว้เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓ ตอนหนึ่งว่า "...ถ้าแต่ละคนมีความขยันหมั่น เพียร ทางราชการและผู้มีวิชาอื่นๆที่ไม่ใช่ทางราชการก็จะช่วย แล้วความเดือดร้อนต่างๆก็บรรเทาไป ไม่ให้เป็นทุกข์..." สำหรับในส่วนวิชาการนั้น เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตร ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "...นักบริหารการพัฒนามีภาระสำคัญในการที่จะต้องเป็นผู้นำและตัวการควบคุม การพัฒนาบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าไปอย่างเหมาะสมถูกต้อง สู่ทิศทางและสภาพที่ทุกฝ่ายพึงปรารถนา..จะต้องมีความรอบรู้และความเข้าใจอัน กระจ่างและเพียงพอในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เกี่ยว พันกับงานที่จะทำทั้งหมด รวมทั้งระบบชีวิตของคนไทย อันได้แก่ความเป็นอยู่ ความต้องการ วัฒนธรรม และความรู้สึกนึกคิดโดยเบ็ดเสร็จด้วย จึงจะทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้.."















