Beloved King

พระราชกรณียกิจ : ศูนย์การศึกษาพัฒนา

ศูนย์การศึกษาพัฒนา

  

ใน ประเทศไทยนั้น ผู้ที่รู้อย่างลึกซึ้งถึงสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ และรู้ว่าในพื้นที่นั้นๆ ควรจะทำเกษตรกรรมแบบใดจึงจะเหมาะสมนั้น คงจะไม่มีผู้ใดที่จะรู้ได้เท่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ เพราะได้เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคเพื่อทอดพระเนตรทุกข์สุขของราษฎร จึงทรงทราบเป็นอย่างดีว่าในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไปด้วยตามสภาพ ของทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ได้มีความรู้ถึงความเหมาะสมของการทำเกษตรกรรมใน พื้นที่ของตน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลือก สถานที่ที่เหมาะสมแล้วจัดตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ในภูมิภาคต่างๆรวม ๖ ศูนย์ ได้แก่

  1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ เพื่อเป็นศูนย์รวมของการพัฒนาด้านการเกษตร เน้นการปรับปรุงและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของดินและน้ำให้มีความสมบูรณ์ เนื่องจากสภาพพื้นที่แห่งนี้มีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้พื้นที่ปลูกพืชไร่ จนทำให้ดินจืดและเสื่อมคุณภาพ จนกลายเป็นดินทรายไม่สามารถทำประโยชน์ได้ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้ทำการฟื้นฟูสภาพของดิน เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ในการประกอบอาชีพได้ โดยดำเนินการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น พัฒนาปรับปรุงที่ดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสดและการปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชแซม การป้องกันศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาติ การศึกษาความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกไม้ผล การศึกษาพันธุ์ลูกผสมสองชั้น การฟื้นฟูสภาพป่า การฝึกอบรมด้านศิลปาชีพ รวมทั้งแนะนำส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้แก่เกษตรกรซึ่งจะได้เป็นหนทางให้เกษตรกร ได้มีรายได้ที่มั่นคง
  2. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระบวน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้บันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔ ว่า "...ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตรในเขตพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดจันทบุรี..." เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีสภาพเป็นดินเค็ม เพราะมีน้ำทะเลท่วมถึง และมีปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของสภาพื้นที่ป่าชายเลน จึงพระราชทานพระราชดำริให้ทำการศึกษา ทดลอง ค้นคว้า วิจัย เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการประมงชายฝั่งให้แก่ราษฎร พร้อมทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนอันเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ที่จะทำให้ สัตว์นำเจริญเติบโตและเจริญพันธุ์ต่อไปได้ แต่พื้นที่เหล่านั้นถูกบุกรุกถูกทำลายอย่างรวดเร็ว จึงต้องเน้นและแนะนำให้ราษฎรได้รู้คุณค่าของป่าชายเลน เน้นให้ราษฎรได้มีความรู้เรื่องป่าชายเลนและเห็นความสำคัญของป่าชายเลนว่า เป็นห่วงลูกโซ่ของแหล่งอาหารที่ตนเองได้ใช้ประโยชน์จากากรทำอาชีพประมงอยู่ ข้อสำคัญคือ ให้ราษฎรช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนให้มีสภาพที่สมบูรณ์และคงไว้ซึ่ง ระบบนิเวศน์วิทยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไปในอนาคตแก่ราษฎรที่อาศัยในพื้นที่นั้นเอง
  3. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดราธิวาส จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ โดยมีพระราชดำริให้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาเพื่อทำการศึกษาทดลองวิจัยและปรับ ปรุงสภาพป่าพรุที่เสื่อมโทรมให้สามารถนำมาใช้ทำการเกษตรได้ ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่ดำเนินการประมาณ ๑,๗๔๐ ไร่ และนอกจากมีหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ให้ดำเนินการทำการศึกษาค้นคว้าทอดลอง วิจัย ทดสอบการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ การทำประมงน้ำกร่อยซึ่งมีสภาพน้ำเปรี้ยว และการปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่พรุเพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหรกรม การทำสวนยางครบวงจร การปรับปรุงและการบำรุงรักษาป่าการพัฒนาอาชีพ ตลอดจนจัดหาพันธุ์ไม้ดอกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทางภาคใต้เพื่อราษฎรได้ใช้ ปลูกจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ศูนย์แห่งนี้นับเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่พรุที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่าง ดี ซึ่งจะเป็นแบบต่อการพัฒนาพื้นที่พรุแห่งอื่นๆต่อไป
  4. ศูนย์ศึกษา การพัฒนาภูพาน อันเนื่องมากจากพระราชดำริ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มีพระราชดำริเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ให้พิจารณาจัดทำโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานฯ ซึ่งมีพื้นที่ ๒,๓๐๐ ไร่ เพื่อการศึกษาทดลองงานพัฒนาด้านการเกษตรสาขาต่างๆที่เป็นพื้นที่ดินปนทราย เค็ม ขาดแคลนน้ำ แล้วนำผลการศึกษาทดลองที่ได้ผลดีไปแนะนำให้ราษฎรได้ใช้เป็นแบบอย่าง นำไปปฏิบัติในที่ดินของตนเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ อันจะเป็นการทำให้ราษฎรที่ยึดอาชีพเป็นเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผลการศึกษาทดลองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ประสบผลสำเร็จได้ดีหลายอย่าง เช่น การผลิตข้าวพันธุ์ดีเหมาะสมแก่ท้องถิ่น ได้แก่ ข้าว กข ๖ ข้าวดอกมะลิ ๑๐๕ หรือหอมภูพาน การปลูกพืชไร่ปลอดสารเคมี พันธุ์พืชไม้ผลที่ให้ผลผลิตดี ได้แก่ มะม่วง ลิ้นจี่ มะละกอ เป็นต้น การเพาะเห็ด การปลูกยางพารา หวายดง การบำรุงดินอย่างถูกวิธี ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับการอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน เพื่อพัฒนาอาชีพของราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเมื่อดำเนินการศึกษาทดสอบจนแน่ใจว่าได้ผลสมบูรณ์แน่นอนแล้ว จึงได้ขยายผลการศึกษาดังกล่าวเผยแพร่ให้ราษฎรในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯได้สามารถ นำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี
  5. ศูนย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เกิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ ให้พิจารณาจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขึ้นเพื่อดำเนินการให้พื้นที่ ๘,๕๐๐ ไร่ที่อยู่บริเวณพื้นที่ป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เนื่องจากมีการตัดไม้ทำลายป่ากันเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้เกิดสภาพแห้งแล้ว และเกิดไฟมากด้วย จะได้ดำเนินการหาแนวทางอนุรักษ์ป่าอันเป็นประโยชน์อย่างที่ ๔ และในการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธารนั้นได้ดำเนินการ ๓ ประการด้วยกัน คือ ประการแรก ปลูกป่าในพื้นที่ที่มีการนำระบบชลประทานภายนอกเข้ามาเสริม ประการที่สอง ปลูกป่าตามแนวร่องเขาโดยใช้ฝายกักเก็บน้ำขนาดเล็กช่วยรักษาความชุ่มชื้น และประการที่สาม ปลูกป่าในเขตพื้นที่รับน้ำฝน ผลการดำเนินงานการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธารประสบผลสำเร็จดี ทำให้ผืนป่ามีความสมบูรณ์อย่างยั่งยืนในขณะเดียวกันก็ได้มีการทดลองทำระบบ การป้องกันไฟป่าเปียก ซึ่งสามารถลดปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นได้ ทำให้เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการณรงค์ให้มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำใน พื้นที่ลาดชันและพื้นที่ตามไหล่เขาเพื่อลดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน อีกด้วย
  6. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำเนิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นศูนย์ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๖ ทั้งนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งว่า "หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด" จึงได้โปรดให้จัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้น มีพื้นที่ดำเนินการประมาณ ๘,๗๐๐ ไร่ เพื่อพัฒนาด้านป่าไม้ให้เกิดความสนมดุลทางธรรมชาติและดำเนินการฟื้นฟูสภาพ ป่าที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ให้ได้เนื่องจากในอดีตนั้น บริเวณพื้นที่แห่งนี้มีสภาพเป็นป่าโปรง ที่ต่อมามีคนไปตัดไม้สำหรับนำไปทำฟืนและถางป่าเพื่อใช้พื้นที่ปลูกพืชไร่จน พื้นที่หมดสภาพความเป็นป่าไม้เป็นผลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พื้นที่มีลักษณะเป็นที่อับฝน ดินขาดการบำรุงจนกลายเป็นดินจืดและเป็นดินดาน รวมทั้งเกิดการพังทลายของผิวดินค่อนข้างมากที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้จึงไม่ สามารถใช้ประโยชน์ได้ ส่วนการดำเนินการปลูกป่านั้นได้ให้ราษฎรที่ทำกินอยู่เดิมในพื้นที่แห่งนี้ ได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า โดยการปลูกป่าที่ใช้ไม้โตเร็ว ไม้ผล และไม้เศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพโดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทำการเกษตรในระบบวนเกษตรหรือเกษตรธรรมชาติ พร้อมทั้งศึกษาการป้องกันไฟป่าในแบบ ระบบป่าเปียก และขยายพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเช่นอดีตที่เคยเป็นมา

ศูนย์ศึกษา การพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๖ แห่งนี้ จะทำหน้าที่เสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต สำหรับทุกคนสามารถที่จะเข้าไปศึกษา ดูงาน ฝึกอบรมงานด้านต่างๆ โดยการเรียนรู้จากของจริง ไม่ใช่จากทฤษฎีแต่เพียงอย่างเดียว โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไปประจำทำงานอยู่ตามศูนย์ แต่ละแห่งเพื่อคอยให้คำปรึกษา คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ เพราะเรื่องของการเกษตรนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆของสถาบันเทคโนโลยี การเกษตรแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ณ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาคมพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๕ ความตอนหนึ่งว่า "...ใน การปฏิบัติงานเกษตรนั้น นักวิชาการเกษตรควรจะศึกษาสังเกตให้ทราบว่า เกษตรกรรมย่อมเป็นไปหรือดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นวงจร และเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธรรมชาติ ซึ่งมีการเกิดสืบเนื่องทดแทนกันอย่างพิสดาร จากปัจจัยอย่างหนึ่ง เช่นพันธุ์พืช เมื่อได้อาศัยปัจจัยอื่นๆมีดิน น้ำ อากาศ เป็นต้น เข้าปรุงแต่ง ทำให้เกษตรกรได้พืชผลขึ้นมา พืชผลที่ได้มานั้น เมื่อนำไปบริโภคเป็นอาหาร ทำให้ได้พลังงานมาทำงาน เมื่อนำออกจำหน่ายก็ทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจขึ้นทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ผลิต คือผู้ซื้อย่อมนำไปทำประโยชน์ให้งอกเงยต่อไปได้ ผู้ผลิตก็ได้เงินทองมาจับจ่ายใช้สอยยังชีพ เห็นได้ว่าแม้เพียงงานเกษตรอย่างเดียว ยังจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับงานต่างๆกับเหตุปัจจัยต่างๆมากมายหลายขอบข่าย ทั้งต้องเกี่ยวพันอาศัยกันอย่างถูกต้องสมดุลดวยจึงจะช่วยให้งานดำเนินต่อ เนื่องและเจริญมั่งคงได้..."

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศเป็นกสิกร คือทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรกรมาแต่โบราณ ที่ปัจจุบันก็ยังคงสภาพเช่นนี้อยู่ แม้ว่าส่วนหนึ่งที่นอกจากจะสามารถผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ยังสามารถผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลกส่วนหนึ่งได้อีกด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวทรงทราบในเรื่องนี้อย่างดีและอย่างลึกซึ้ง ดังจะเห็นได้ จากพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ ซึ่งจะเน้นหนักไปในเรื่องของการจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยอันสำคัญยิ่งต่อการทำเกษตรกรรม และในปัจจุบันคนไทยด้วยกันเองที่ต่างหาผลประโยชน์ส่วนตนด้วยการตัดไม้ทำลาย ป่าที่เปรียบเสมือนฟองน้ำคอยซับน้ำในฤดูฝนเอาไว้ แล้วค่อยๆคายน้ำออกทีละน้อยๆไปตามลำธารไหลลงห้วย คลอง บึง แม่น้ำต่างๆตลอดปี แต่เมื่อป่าไม้ถูกทำลายไปเสียมากต่อมาก ป่าที่เปรียบเสมือนฟองน้ำธรรมชาติที่จะคยอดูดซับน้ำในฤดูฝนเอาไว้ใช้ในฤดู แล้วจึงมีไม่เพียงพอ น้ำที่จะใช้ในการเกษตรจึงต้องขาดแคลนตามไปด้วย ประกอบกับทุกวันนี้พื้นที่ที่นำมาใช้ในการเกษตรมีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และประชาชนก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกันด้วย ดังนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคก็ต้องเพิ่มตาม แต่น้ำที่จะใช้กลับมีปริมาณลดลง การจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะถ้าขาดน้ำเสียแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ยิ่งพระองค์ทรงตระหนักดีว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๖ ตอนหนึ่งว่า "...จงพยายามนำเอาวิชาที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองให้เต็มที ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม วิชาที่ท่านได้ศึกษามาทุกสาขา ล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์แก่กสิกรรมและการเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง ดังนั้น โอกาสที่ท่านทั้งหลายจะช่วยกันสร้างชาติบ้านเมืองในด้านนี้ จึงมีอยู่มากมาย... จงพยายามช่วยกันทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด..." และอีกตอนหนึ่งพระราชทานในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๔ ความว่า "...การเกษตรที่นี่มีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รูสึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่าทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรนี่เป็นสิ่งต่ำต้อย ที่ไม่สำคัญ ทั้งๆที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา..." พระบรม ราโชวาททั้งสององค์นี้พะราชทานห่างกันถึง ๑๘ปี แต่ก็ทรงย้ำให้เห็นว่า กสิกรรม นั้นเป็นหัวใจของประเทศไทยโดยแท้ เหตุนี้พระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ที่ทรงปฏิบัติจึงพบได้ว่าจะมีเรื่องของการ จัดการทรัพยากรน้ำสอดแทรกอยู่เกือบทุกโครงการที่เป็นโครการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เป็นบุญของราษฎรไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถรู้ซึ้งถึงสภาพ อันแท้จริงของประเทศ ของราษฎร พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติจึงตรงกับเป้าหมายที่สามารถทำให้ประเทศก้าวหน้า และปวงประชาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติ ถ้าราษฎรสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติอย่าง สม่ำเสมอนั้น มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะโดยพระราชอัธยาศัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น จะทรงสังเกตอยู่เสมอว่าสิ่งใดที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีพื้นบ้านได้ ก็จะทรงนำมาทดลองใช้ และหากเกิดผลดีก็จะพระราชทานเป็นแนวทางให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับไป เผยแพร่ให้ความรู้แก่ราษฎรทั่วไป คือจะทรงทดลองด้วยพระองค์เองก่อนว่าจะได้ผลเป็นอย่างไร จะไม่ทรงหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะทรงค้นคว้าวิจัยอยู่ตลอดเวลา พระองค์มีรับสั่งย้ำอยู่เสมอๆว่าการหยุดนิ่งอยู่กับที่เท่ากับเป็นการล้า หลัง เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนแต่มีการพัฒนาการไปข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้น และเพราะพระองค์ทรงเป็นทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัตินี่เองจึงทรงทราบถึงพระ ราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๗ ความว่า "...การเกษตรกรรม นั้นสำคัญมากในปัจจุบันนี้นานาประเทศทั่วโลกต่างมุ่งหน้าทำนุบำรุง ส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะนำความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศไทย ของตน...ฉะนั้น ขอให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนี้จงพยายามนำวิชาที่ได้ศึกษามาแล้ว ทุกสาขาซึ้งล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์เกี่ยวแก่การเกษตรและการเศรษฐกิจโดยตรง ไปใช้ให้บังเกิดประโยชน์ กับขอให้พยายามแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และค้นคว้าวิทยาการแผนใหม่ๆมาใช้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราจักได้เจริญก้าวหน้าทันเทียมกับประเทศที่มี การเกษตรกรรมเจริญแล้วอย่างทันสมัย..." และพระบรมราโชวาทอีกตอนหนึ่ง ที่พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ ความว่า "... กสิกรรมและเกษตรกรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันค้นคว้าความรู้และความชำนาญให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เสมอ และพยายามส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษามาแก่พี่น้องกสิกรและเกษตรกรให้ ได้ทราบถึงวิธีปฏิบิอันถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย จึงจะเกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านนี้และเป็นผลดีแก่ประเทศชาติสืบไป..."

พระ บรมราโชวาทที่ได้อัญเชิญมาข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงเพียรย้ำให้บรรดาผู้ที่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อพี่น้องเกษตรกร ชาวไทยได้สำนึกในหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ และสำหรับในส่วนพระองค์นั้นก็ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือเกษตร ชาวไทยมาโดยตลอดอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีจิตสำนึกน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเอาพระบรม ราโชวาทที่ได้พระราชทานไว้นี้มาศึกษาและพยายามทำงานตามรอยพระยุคลบาทกันได้ มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราช หฤทัยว่าจะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อความผาสุกของราษฎรและความเจริญก้าว หน้าของประเทศ เพื่อเป็นกำลังส่งเสริมช่วยเหลือรัฐที่จะต้องให้บริการแก่ราษฎรและพัฒนา ประเทศให้เจริญก้าวหน้าแล้ว ก็ได้ทรงพิจารณาว่าจะทรงช่วยเหลือราษฎรและประเทศชาติได้อย่างไร ซึ่งผลจากากรที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและได้ทอดพระเนตร ภูมิประเทศไปพร้อมๆกันด้วยในทุกภูมิภาคที่เสด็จพระราชดำเนินไปถึงนั้นทำให้ ทรงทราบดีว่า ประเทศไทยของเรานั้นเป็นประเทศที่ยากจน ราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศที่อาศัยอยู่ในชนบทและพื้นที่ที่ห่างไกลคมนาคม ยังคงทำไร่ไถนาปลูกพืชผักไม้ผลเป็นอาชีพหลักอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ความเจริญทางเทคโนโลยีนั้นคงมีและเติบโตเฉพาะเมื่อใหญ่ๆเพียงไม่กี่แห่งเท่า นั้น และราษฎรที่เป็นเกษตรกรซึ่งกล่าวกันมาแต่โบราณว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ นั้น ก็ต้องอาศัยธรรมชาติในการประกอบอาชีพ ปีไหนฝนฟ้าดีผลผลิตที่ได้ก็อุดมสมบูรณ์สามารถเลี้ยงครอบครัวและเหลือพอที่จะ นำไปจำหน่ายเป็นรายได้มาจุนเจือแก่ครอบครัวได้ แต่หากปีไหนเกิดฝนแล้งหรือฝนเกิดมีมากเกินไปจนเกิดอุทกภัย พืชผลทางการเกษตรที่ลงทุนลงแรงปลูกเอาไว้ก็จะได้รับความเสียหาย ราษฎรก็จะเกิดความเดือดร้อน บางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงตามมา อาหารการกินก็จะมีไม่เพียงพอที่จะดูแลเลี้ยงครอบครัวให้ตลอดไปจนถึงปีหน้า ได้