เศรษฐกิจพอเพียง - การบริหารจัดการที่ดิน

ดัชนีบทความ
เศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานทฤษฏีใหม่ และชีวิตใหม่ ที่พอเพียงแก่ชาวไทย
ทฤษฏีใหม่ที่ไม่ใช่ของใหม่
ประเทศไทยสู่เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร
การบริหารจัดการที่ดิน
อมตะทฤษฏี
เศรษฐกิจพอเพียง
กรอบแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ทฤษฏีใหม่
ทุกหน้า

การบริหารจัดการที่ดิน

พลุแห่งประกายไฟในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมิได้เกิดขึ้นในห้องเรียนติดแอร์ หากแต่เกิดจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่าง ๆ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรหลายต่อหลายพื้นที่ ทำให้ทรงพินิจพิจารณาถึงยุทธวิธีที่จะทำให้พสกนิกรใต้ร่มพระบารมีหลุดพ้นจากความยากจนข้นแค้น

ทุกคราที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศนั้น ได้ทรงถามเกษตรกรและทอดพระเนตรสภาพปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการปลูกข้าวและเกิดแรงดลพระราชหฤทัยอันเป็นแนวคิดขึ้นว่า “ข้าวเป็นพืชที่แข็งแกร่งมาก หากได้น้ำเพียงพอจะสามารถเพิ่มปริมาณเม็ดข้าวได้มากยิ่งขึ้น หากเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ได้แล้วนำมาใช้ในการเพราะปลูกก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้มากขึ้นเช่นกัน”

แต่ทว่า การสร้างอ่างเก็บน้ำขนดใหญ่นับวันแต่จะยากที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนและข้อจำกัดของปริมาณที่ดิน เป็นอุปสรรคสำคัญ

นั้นคือองค์จุดประกายพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ทรงยึดความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง พระองค์มีพระราชดำริว่าหากแต่ละครัวเรือนมีสระน้ำ เมื่อรวมปริมาณกันก็ย่อมเท่ากับปริมาณในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แต่สิ้นค่าใช้จ่ายน้อยและเกิดประโยชน์สูงสุดโดยตรงมากกว่า

ในเวลาต่อมาพระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำริให้ทำการทดลอง “ทฤษฏีใหม่” เกี่ยวกับการจัดการที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรขึ้น ณ วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี

แนวทฤษฎีใหม่กำหนดขึ้นดังนี้ ให้แบ่งพื้นที่ถือครองทางการเกษตร ซึงโดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรไทยมีเนื้อที่ดินประมาณ ๑๐-๑๕ ไร่ต่อครอบครัว แบ่งออกเป็นสัดส่วน ๓๐-๓๐-๓๐-๑๐

ส่วนที่ ๑ ร้อยละ ๓๐ เนื้อที่เฉลี่ย ๓ ไร่ ให้ทำการขุดกระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกโดยมีความลึกประมาณ ๔ เมตร ซึ่งสามารถรับน้ำได้จุถึง ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรโดยการรองรับจากน้ำฝน ราษฎรจะสามารถนำน้ำนี้ไปใช้ในการเกษตรได้ตลอดปี และยังสามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ พืชริมสระ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย
106

ส่วนที่ ๒ ร้อยละ ๖๐ เนื้อที่เฉลี่ยประมาณ ๑๐ ไร่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรปลูกพืชผลต่าง ๆ โดยแบ่งพื้นที่นี้ออกเป็น ๒ ส่วน คือร้อยละ ๓๐ ในส่วนที่ ๑ ทำนาข้าวประมาณ ๕ ไร่ ร้อยละ ๓๐ ในส่วนที่ ๒ ปลูกพืชไร่หรือพืชสวนตามแต่สภาพของพื้นที่และภาวะตลาด ประมาณ ๕ ไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณโดยใช้หลักเกณฑ์ว่า ในพื้นที่ทำการเกษตรนี้ต้องมีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ประมาณ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ถ้าหากแบ่งแต่ละแปลงเกษตรให้มีเนื้อที่ ๕ ไร่ทั้ง ๒ แห่งแล้ว ความต้องการน้ำจะต้องใช้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ที่จะต้องเป็นน้ำสำรองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง

ส่วนที่ ๓ ร้อยละ ๑๐ เป็นพื้นที่ที่เหลือ มีเนื้อที่เฉลี่ยประมาณ ๒ ไร่ จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง คันดินหรือคูคลอง ตลอดจนปลูกพืชสวนครัวและเลี้ยงสัตว์
การจัดสรรที่ดินแล้ว พัฒนาหาประโยชน์อย่างเหมาะสม ทำให้ประชาชนที่ปฏิบัติตามแนวทางทฤษฎีนี้ มีพอกินพอใช้มีเงินเหลือเก็บได้อย่างถ้วนหน้า
ผลของการเชื่อมต่อของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปฏิบัติตามด้วยทฤษฏีใหม่ ที่เหล่าประชาราษฎร์ประสบนั้น มีดังนี้

ทฤษฏีใหม่ขึ้นที่ ๑ ผลิตอาหารบริโภคเอง เหลือขายทำให้มีกินอิ่ม ไม่ติดหนี้ มีเงินออม
ทฤษฏีใหม่ขึ้นที่ ๒ รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนทำเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เกษตร หัตถกรรมอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน ขายอาหาร ขายสมุนไพร ตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทย จัดการท่องเที่ยวชุมชน มีกองทุนชุมชนหรือธนาคารหมู่บ้าน
ทฤษฏีใหม่ขึ้นที่ ๓ เชื่อมโยงกับบริษัททำธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งการส่งออก

พระองค์ท่านทรงระบุเองหลังจากทรงทดลองนำร่องใช้พื้นที่หลายต่อหลายแห่งนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติว่า

ทฤษฏีใหม่ขึ้นที่ ๑ คือ “ให้เกษตรกรมีความพอเพียงโดยเลี้ยงตัวได้” สามารถสรุปได้ทฤษฏีใหม่ขึ้นที่ ๑ นำไปสู่ตัวเองหรือครอบครัวพอเพียง
ทฤษฏีใหม่ขึ้นที่ ๒ พระองค์ท่านทรงระบุว่าให้รวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินการ ๖ ด้าน แสดงถึงกรอบแนวคิดระดับการจัดการกลุ่มหรือชุมชน ให้เกิดการช่วยเหลือกันจนสามารถจัดการคุณภาพชีวิตของกลุ่มหรือชุมชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของกลุ่มหรือชุมชนได้อย่างพอเพียง
ทฤษฏีใหม่ขั้นที่ ๓ พระองค์ท่านได้ตรัสถึง “ความร่วมมือ” จากภายนอกกลุ่มหรือชุมชน ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคราชการ ในลักษณะที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย โดยความร่วมมือดังกล่าวนั้นจะต้องสอดคล้องกลมกลืนกัน

จะเห็นได้ว่าเมื่อนำทฤษฏีใหม่และแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัตินั้นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่กลไก การผลิตและการตลาดในปัจจุบัน หรือในระดับภาพรวมในประเทศ
ทั้ง ๓ ขั้นตอนเป็นรูปธรรมที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นนามธรรมออกมาให้เป็นมรรคผลได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน คือ ครอบครัวพอเพียง ชุมชนพอเพียง และเศรษฐกิจของชาติพอเพียง



You are here พระราชดำริ : เศรษฐกิจพอเพียง