มูลนิธิโครงการหลวง

ต่อมา ในเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จดทะเบียน โครงการหลวงเป็นมูลนิธิ เพื่อจะได้เป็นองค์กรนิติบุคคลมีกฎหมายรองรับ สำหรับดำเนินงานให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นสืบต่อไป โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

เป็นทุนเริ่มแรกในการจดทะเบียนโครงการหลวงเป็น "มูลนิธิโครงการหลวง" เมื่อเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖ และมีพระมหากรุณาทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน และพะเยา


พระราชกรณีย กิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติและเอาพระราชหฤทัยใส่มาโดยตลอด อย่างต่อเนื่องอีกประการหนึ่ง คือพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เพราะมีพระราชดำริว่าการรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของ เศรษฐกิจที่ดีและเกิดสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นโดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพของร่างกายและจิตใจ สมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นแต่ผู้สร้างมิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ และจากการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบทตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรเห็นว่าราษฎรเป็นจำนวนมากขาดการ ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการรักษาสุขภาพอนามัยเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ในพุทธศักราช ๒๕๑๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน ขึ้น เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ สถานที่ใด ก็โปรดฯ ให้หน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จไปรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บป่วยด้วยทุกครั้ง หน่วยแพทย์พระราชทานนี้เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพอนามัยให้แก่ราษฎร ผู้เจ็บป่วยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ซึ่งส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนยากจน ขาดความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการสาธารณสุขที่จะดูแลรักษาตัวเอง ดังนั้น การที่มีแพทย์พระราชทานออกไปช่วยดูแลบำบัดรักษาราษฎรที่เจ็บป่วยอย่างถูก ต้อง โดยราษฎรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ราษฎรผู้ป่วยเจ็บอย่างหาที่สุดมิได้และจากจำนวน ตัวเลขที่ปรากฎในแต่ละปีก็จะมีราษฎรที่เจ็บป่วยมาขอรับการรักษาพยาบาลเพิ่ม มากขึ้นทุกปี โครงการที่เป็นพระราชดำริด้านการแพทย์และการสาธารณสุขจึงได้ขยายขอบข่ายออก ไปอย่างกว้างขวาง และในระยะต่อมาก็ได้มีคณะของหน่วยแพทย์อาสาขอพระราชทานตามเสด็จไปสมทบช่วย เหลือด้านการรักษาพยาบาลให้แก่ราษฎรขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพอนามัยของราษฎร ที่มีแพทย์อาสาเข้ามาช่วยในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องกับพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะให้ราษฎรในชนบท ห่างไกลได้รับการดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัยอย่างถูกต้องและให้ดีขึ้นกว่าที่ เป็นมา ในเรื่องนี้ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารราชวิทยาลัย ศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔ ตอนหนึ่งความว่า "...การที่ได้จัดคณะแพทย์ไปปฏิบัติงาน ในต่างจังหวัดเป็นระยะหนึ่งนั้น นับว่าเป็นประโยชน์ที่จะช่วยรักษาพยาบาลชาวบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งในโรงพยาบาลของจังหวัดนั้น ๆ ไม่สามารถที่จะบริการได้เต็มที่ เพราะบางแห่งอาจจะขาดแคลนผู้มีฝีมือ ทำให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างดีที่จะช่วยชีวิตเขาได้ คณะของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์นี้ได้ช่วยชีวิตคนนับได้ว่าเป็นร้อย ๆ คน เพราะว่าสามารถที่จะบริการได้ทันท่วงที และไม่ทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนในการเสียค่าใช้จ่ายด้วยการออกหน่วยเช่นนี้ จึงเป็นประโยชน์ในด้านการรักษาประชาชนอย่างหนึ่ง และก็เป็นประโยชน์อีกด้านหนึ่ง สำหรับนายแพทย์ที่ออกไปก็ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง และสำหรับนายแพทย์ที่อยู่ในโรงพยาบาลจังหวัดนั้น ๆ ก็ได้ประโยชน์มาก ๆ เท่ากับได้เข้าฝึกอบรม.... ได้ความรู้มากทั้งในด้านได้ทราบสถิติของความเจ็บไข้ได้ป่วยและจะช่วยอย่างไร ทั้งในด้านฝีมือและวิชาการด้วย..."

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักสังคมสงเคราะห์ได้พระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร ทั้วไปในเกือบจะทุกๆ ด้าน ทั้งผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ผู้ขาดแคลนที่ทำมาหากิน ผู้ที่ขาดแคลนสถานที่ศึกษา ขาดแคลนทุนการศึกษาสงเคราะห์ผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ ได้เกิดวาตภัยครั้งยิ่งใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ทำความเสียหายถึง ๑๒ จังหวัด มีประชาชนต้องเสียชีวิต โรงเรียนประถมศึกษาถูกพายุพัดพังถึง ๑๒ โรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้แก่ราษฎร มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลสมบทเงินช่วยเหลืออีกจำนวนมาก หลังจากการช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนในระยะแรกแล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่ ๓ ล้านบาท จึงมีพระราชดำริให้นำไปตั้งเป็นกองทุนหาดอกผลไว้สงเคราะห์เด็กที่ครอบครัว ต้องประสบวาตภัยครั้งนั้น และไว้ช่วยเหลือราษฎรที่ประสบสาธารณสุขภัยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

มูลนิธิ ราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกับจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการถูกวาตภัยก่อสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ ทดแทนโรงเรียนที่ถูกพายุพัดพังไปรวม ๑๒ โรง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์" และในเวลาต่อมาได้ร่วมกับจังหวัดอื่น ๆ เช่น หนองคาย เชียงราย มหาสารคาม สร้างโรงเรียนขึ้นทดแทนโรงเรียนที่ถูกสาธารณภัย เช่น ไฟไหม้ หรือถูกพายุพัดพัง นอกจากนั้น มูลนิธิฯยังรับเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่สูญเสียผู้ปกครองในคราวถูกวาตภัย เมื่อปี ๒๕๐๕ นั้นและครั้งต่อๆ มา ได้ดูแลเลี้ยงดูและให้การศึกษาจนสุดสติปัญญาและความต้องการของเด็กแต่ละคน เป็นจำนวนกว่า ๒๐๐ คน พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวจึงเป็นการสร้างคนอย่างแท้จริง และคนเหล่านั้นก็จะเป็นกำลังของบ้านเมืองสืบไป พระราชกรณียกิจด้านสังคมสงเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงยิ่งใหญ่ จนสุดที่จะพรรณนาได้ กล่าวได้ว่าเกิดความทุกข์แก่ราษฎรที่ใด ก็จะพบเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ที่นั้น พระองค์ไม่เคยที่จะทรงทอดทิ้งราษฎรผู้ประสบภัยหรือประสบความทุกข์ยากให้ ต้องอยู่เดียวดาย หากไม่สามารถจะเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานความช่วยเหลือได้ด้วยพระองค์ แล้ว ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชบริพารที่ทรงไว้วางพระราช หฤทัยเดินทางไปให้ความช่วยเหลือ และในเรื่องงานสังคมสงเคราะห์นั้นได้เคยพระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะกรรมการ อำนวยการ ประธานคณะกรรมการประสานงานส่วนภูมิภาค และผู้อำนวยการของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔ ไว้ ความตอนหนึ่งว่า "...การสังคมสงเคราะห์นั้น ก็แบ่งเป็นส่วนต่างๆ ได้สองสามอย่าง ถ้าแบ่งเป็นว่าจะไปสงเคราะห์ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ตกทุกข์ได้ยากนี้ คนเรามีทุกข์ที่เป็นตามสภาพ คือว่าเกิดมาก็มีทุกข์ คือมีความเดือดร้อนความยากลำบากในการครองชีพในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นทุกข์ตามสภาพ เกิดมาแล้วก็มีทุกข์ ทุกข์นั่นที่สำคัญก็คือต้องมีอาหาร ต้องมีจตุปัจจัย จึงพูดกันว่าทุกคนที่เกิดแล้วเมื่อมีกำลังก็ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ หรือมีอาชีพการงานที่สุจริตเพื่อที่จะเลี้ยงชีพ...มีคนเป็นจำนวนมากในโลกนี้ ที่ไม่มีอาหารใส่ท้องก็เป็นทุกข์มากจึงต้องสงเคราะห์ ในประเทศไทยก็นับว่าน้อย เพราะว่ายังมีที่จะทำมาหากินได้ดีพอสมควร แล้วก็โดยที่โครงสร้างของสังคมยังดี ตรงที่คนที่ตกทุกข์ได้ยากโดยมากก็ได้รับการช่วยเหลือเป็นประเพณีมา อันนี้ก็อยู่ในเรื่องของการสงเคราะห์..ทุกข์อีกอย่างหนึ่งที่เป็นทุกข์ใน โอกาสบางโอกาส ซึ่งก็เป็นระดับชาติเหมือนกัน แต่ว่าเป็นโอกาส เช่นทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือภัยที่เกิดขึ้นมาตามโอกาส ดังนี้ก็จะต้องช่วยผู้ที่ประสบภัย จะเป็นอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย ที่เกิดมา หรือภัยอื่น ๆ ที่มีมากมาย อันนี้ก็จะต้องช่วย เป็นเรื่องของการสงเคราะห์ทุกข์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น นอกจากนี้ก็มีการสงเคราะห์ทุกข์ที่คล้ายคลึงกับทุกข์อันแรกคือตามสภาพ แต่ว่าจะเป็นเฉพาะกับคนอย่างพวกที่พิการ ทุพพลภาพ เป็นต้น เพราะเกิดมาทุพพลภาพ เพราะโรคภัยไข้เจ็บหรือเพราะอุปัทวเหตุก็ตาม.. อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องสงเคราะห์ทั้งนั้น...."

ใน การเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป็นครั้งแรก ในพุทธศักราช ๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นพรุหรือหนองน้ำ เป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้ และด้วยเหตุที่ได้เคยทอดพระเนตรการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียมาแล้ว จึงทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยในเรื่องระบบระบายน้ำอย่างแจ่มแจ้ง ดังนั้น เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในเดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๗ ว่าราษฎรในเขตอำเภอบาเจาะและในเขตอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยในบริเวณพื้นที่รอบ ๆ พรุในช่วงฤดูฝนเพราะเหตุที่น้ำฝนไหลบ่าจากภูเขาลงสู่พรุเป็นจำนวนมากและท่วม ล้นเข้าไปในไร่นาของราษฎร คิดเป็นพื้นที่ที่เสียหายประมาณปีละ ๖๐,๐๐๐ ไร่เศษ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหา อุทกภัยแก่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทานได้รับสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการหาทางป้องกันอุทกภัยในพื้นที่อำเภอบาเจาะ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส โดยการขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุบาเจาะลงสู่ทะเลมีความยาว ๕.๖ กิโลเมตร แล้วเสด็จภายในระยะเวลา ๔ เดือน ผลปรากฏว่าในเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นปีที่มีมรสุมหนัก ฝนตกเป็นจำนวนมาก แต่ได้อาศัยคลองระบายน้ำที่มีพระราชดำริให้ขุดไว้แล้วนั้นสามารถที่จะระบาย น้ำออกจากพรุลงสู่ทะเลได้เป็นอย่างดี และไม่เกิดสภาพอุทกภัยอย่างที่เคยเกิด นับเป็นครั้งแรกในรอบ ๕ ปีที่ราษฎรสามารถปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวข้าวไว้บริโภคและจำหน่ายได้ โดยเฉลี่ยจากเดิมที่เคยเก็บเกี่ยวได้ไร่ละ ๒๔ ถัง เพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ ๕๐ ถัง

ในการดำเนินงานขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุบาเจาะลงสู่ทะเลนั้นเป็น งานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยมาก เพราะเป็นการดำเนินงานในลักษณะที่พิเศษนอกเหนือจากงานประจำของกรมชลประทาน ที่ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐและงานประจำในด้านการดำเนินงานในโครงการชล ประทานขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนั้น เมื่อทรงหายจากอาการทรงพระประชวรด้วยพระปัปผาสะ (ปอด) อักเสบ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ จึงได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานในเดือนเมษายน ศกเดียวกันนั้น พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ไปประทับแรม ณ พระตำหนัก ทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เพื่อจะได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรผลงานการขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุ บาเจาะได้ทรงพระดำเนินทอดพระเนตรบริเวณสองฝั่งของคลองระบายน้ำ ซึ่งมีสะพานข้ามคลองเป็นระยะๆ เพื่อให้ราษฎรใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้โดยสะดวก และเมื่องานขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุบาเจาะแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประตูบังคับน้ำ ปล่อยน้ำเสียออกจากพรุลงสู่ทะเล เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๘ โครงการระบายน้ำออกจากพรุบาเจาะนั้น เป็นการดำเนินงานที่ถือเป็นต้นแบบสำหรับที่จะนำไปดำเนินการขุดคลองระบายน้ำ ออกจากพรุในท้องที่อื่น ๆ เช่น โครงการขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุโต๊ะแดง อำเภอระแงะ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น และนอกจากจะมีพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุลงสู่ทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัยขึ้นในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดนราธิวาส เพื่อไม่ให้ราษฎรต้องเดือดร้อนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วย ราชการต่าง ๆ วิจัยสภาพดินที่ได้จากพรุที่แห้งขึ้นทุกระยะ การปรับปรุงดินในระยะแรกนั้นได้จัดปลูกหญ้าเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ตามแนวพระราช ดำริ เพื่อให้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยปรับปรุงดินตามธรรมชาติ ส่วนพวกวัชพืชที่ทับถมภายในพรุนั้น เมื่อขุดขึ้นมาตากแห้งแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ได้ทดลองปลูกพืชไร่และพืชผักสวนครัวเพื่อเก็บสถิติเกี่ยวกับความ เจริญเติบโตในพื้นที่พรุที่แห้งแล้ว โดยใส่ปุ๋ยสูตรต่าง ๆ กัน การทดลองดังกล่าวได้ดำเนินการที่ศูนย์พัฒนาที่ดินนรานิวาส บ้านโคกกระดูกหมู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ของกองบริรักษ์ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจัดสร้างขึ้นสนองพระราชดำริ เพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ต่อไป จะได้เกิดประโยชน์แก่ราษฎร เช่นในพื้นที่พรุที่แห้งแล้วที่หมู่บ้านปิเหล็ง ตำบลมะรือโบตะวันออก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้จัดตั้งเป็นโครงการ หมู่บ้านสหกรณ์ปิเหล็ง ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานในเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ แต่เดิมพรุปิเหล็งมีน้ำขังอยู่ตลอดปี และท่วมล้นขอบพรุในฤดูมรสุม เมื่อระบายน้ำออกไปแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาสได้พัฒนาพื้นที่ขอบพรุส่วนหนึ่ง และกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้พื้นที่สหกรณ์นิคมบ้านปิเหล็งเป็นหมู่บ้านพัฒนาสมบูรณ์แบบ โดยร่วม จัดสรรที่ดินให้สมาชิกเข้าทำกินครอบครัวละ ๓๐ ไร่ เป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการจัดหมู่ บ้านสหกรณ์ในแบบลักษณะหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ที่ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพราะทรงทราบเป็นอย่างดีว่า สหกรณ์นั้น หากสามารถนำมาใช้ให้ถูกวิธีแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล ทั้งแก่สมาชิกสหกรณ์ที่ตนเองสังกัดอยู่ และจะเกิดผลดีต่อส่วนรวมคือประเทศชาติในท้ายที่สุดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งสหกรณ์ในรูปแบบของสหกรณ์อเนกประสงค์ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระราชทานในโอกาสที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์นำ ประธานสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคมทั่วประเทศเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ ว่า "... อันคำว่าสหกรณ์นี้ เป็นคำที่กว้าง ความหมายจริงจังของคำว่าสหกรณ์ ก็คือการร่วมกันสร้างชีวิตในการงานและความเป็นอยู่ ถ้าดูตามตำราซึ่งมีมากหลาย ก็จะเห็นเขาแบ่งกันว่า มีสหกรณ์หลายชนิด โดยเฉพาะมีสหกรณ์การเกษตร มีสหกรณ์การบริโภค มีสหกรณ์อื่น ๆ หลายอย่าง จนกระทั่งมีสหกรณ์อเนกประสงค์ ความจริงทุกอย่างที่กล่าวว่าเป็นสหกรณ์ และการตั้งสหกรณ์ก็น่าจะเป็นในด้านสหกรณ์อเนกประสงค์...เพราะว่าชีวิตของแต่ ละคน แต่ละครอบครัวและแต่ละหมู่บ้าน ที่อยู่กันเป็นหมู่ เป็นกลุ่มบุคคล ย่อมจะต้องอาศัยกิจกรรมหลายอย่าง คืองานหลายอย่าง เช่นการทำมาหากิน จะเป็นการเพาะปลูกก็ตาม หรือการผลิตทางอุตสาหกรรมก็ตาม หรือการผลิตทางเกษตรกรรม และมาดัดแปลงเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนก็ตาม ไม่มีอย่างเดียวที่จะประทังชีวิตได้ จึงต้องมีกิจการที่เกี่ยวข้องกับตัวในด้านต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะตั้งสหกรณ์ คือร่วมแรงกันแบบสหกรณ์อเนกประสงค์ อาจจะหนักในกิจการด้านหนึ่งด้านใดก็ตาม แต่สหกรณ์นี้จะต้องปฏิบัติในกิจการหลายด้าน.."

You are here พระราชกรณียกิจ : มูลนิธิโครงการหลวง