พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกษตรกรได้รับอย่าง ถ่องแท้โดยตลอดและอย่างละเอียดลึกซึ้ง ว่าน้ำเป็นปัจจัยอันสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร หากขาดน้ำเสียแล้วเกษตรกรย่อมประกอบอาชีพไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีที่จะเก็บกักน้ำเอาไว้ให้ได้เพื่อจะไว้ใช้ในการทำการเกษตร ซึ่งการเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้นั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับภูมิประเทศในแต่ละแห่ง บางแห่งอาจขุดได้แค่เป็นบ่อ เป็นสระ บางแห่งอาจทำเป็นฝายน้ำล้นบางแห่งสามารถทำเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำได้เป็นจำนวน มาก ส่วนจะสามารถทำเป็นเขื่อนขนาดใดนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับภูมิประเทศอีกเช่นกัน และที่จะให้ผลประโยชน์แก่เกษตรกรได้อย่างมากก็คือการสร้างเขื่อนสำหรับไว้ เก็บกักน้ำในฤดูฝน แล้วนำน้ำที่กักเก็บไว้นี้ปล่อยให้เกษตรกรได้ใช้ทำเกษตรกรรมในฤดูแล้ง แต่การจะทำสิ่งใดนั้นย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๙ ตอนหนึ่ง ความว่า "...โครงการพัฒนาต่างๆ ตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนส่วนรวมให้ได้มาก ที่สุด ในทางปฏิบัตินั้น นอกจากจะได้ผลส่วนใหญ่หรือส่วนรวมตามจุดประสงค์แล้ว บางทีก็อาจทำให้มีการเสียหายในบางส่วนได้บ้าง...ต้องพิจารณาจัดตั้งโดย รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน...มีผลดีผลเสียประการใด...จักได้วางแผนงานให้สอด คล้องต้องกันทุกส่วน...ให้โครงการได้ประโยชน์มากที่สุด..."
เมื่อ วันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่างๆที่พระ ราชทานพระบรมราชวโรกาศให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ตอนหนึ่งว่า "...อีกข้อหนึ่งที่หนักใจกันมากก็คือเรื่องภัยแล้ง...ต้อง แก้ไข...และแก้ไขมาตลอด มาเรื่อย...เคยพูดมาหลายในวิธีที่จะปฏิบัติที่จะให้มีทรัพยากรน้ำพอเพียงและ เหมาะสม หมายความว่าให้มีพอในการบริโภค ในการใช้ ทั้งในด้านการใช้บริโภคในบ้าน ทั้งในการใช้เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ต้องมีพอ ถ้าไม่มีพอทุกสิ่งทุกอย่างก็ชะงักลง... ไม่มีทางที่จะมีความเจริญถ้าไม่มีน้ำ...เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้วางแผนเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถ้าหากว่าได้ปฏิบัติตามแผนนั้นๆแล้ว วันนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนน้ำ... โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้ว่าไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเกรงว่าจะมีการคัดค้านจากทั้งผู้เชี่ยวชาญ ทั้งเหล่านักต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้...และถ้าไม่ทำ...เราก็จะ ต้องอดน้ำแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราจะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้ โครงการนี้คือการสร้างอ่างเก็บน้ำ ๒ แห่ง แห่งหนึ่งคือที่แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งหนึ่งที่แม่น้ำนครนายก...มีคนบอกว่าโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ ข้อนี้เป็นความคิดที่ผิด หรือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากโครงการพระราชดำริแตะต้องไม่ได้ เมืองไทยไม่เจริญ พระราชดำรินั้น ก็เป็นความคิดของพระราชา ถ้าความคิดของพระราชาแก้ไขไม่ได้ ก็หมายความว่าเมืองไทยมีความก้าวหน้าไม่ได้...ฉะนั้น ได้บอกกับทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนใหม่ว่าอนุญาตให้รื้อ โครงการพระราชดำริเดิมจะได้สบายใจกัน..."
แนวพระราชดำริและทฤษฎี เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรและประเทศของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายกันออกไป ตามแต่ลักษณะของภูมิประเทศดังที่เคยได้กล่าวมาแล้วสำหรับโครงการตามนัยพระ ราชดำรัสที่ได้อัญเชิญมาตอนนี้ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่เกิดจากน้ำพระราช หฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาวิกฤตการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศไทยในอนาคต นั่นคือปัญหาน้ำท่วมกับปัญหาน้ำแล้ง ที่จะเกิดสลับกันไปมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้สร้างความสูญเสียอย่างมากมหาศาลแก่เกษตรกรและราษฎรทั่วไปอยู่เป็น ประจำ พระองค์จึงได้มีพระวิริยะอุตสาหะหาทางหาวิธีที่จะป้องกันและผ่อนคลายบรรเทา ความเดือดร้อนที่จะเกิดแก่ราษฎรให้ได้ จะเห็นได้ชัดว่ากระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานออกมานันแฝงไว้ด้วยความห่วงใย อย่างยิ่งที่ว่า "และถ้าไม่ทำ...เราก็จะต้องอดน้ำแน่จะกลายเป็นทะเลทรายแล้วเราจะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้..." เป็น พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นแก่ราษฎรชาวไทยที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยที่มีพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประมุขและทรงมีความห่วงใยราษฎรยิ่งกวาห่วงใย ในพระองค์เอง
ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่ว ทุกภูมิภาคของประเทศ ได้ทรงใกล้ชิดกับราษฎรจนทรงทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรอย่งแท้จริง ว่าราษฎรสวนใหญ่ของประเทศที่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมนั้นต้องการน้ำเป็น ปัจจัยสำคัญทั้งในการเพาะปลูกและในการใช้อุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราษฎรที่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกลทุรกันดารนั้นจะขาดแคลนแม้ กระทั่งน้ำกินน้ำใช้ในช่วงของฤดูแล้งเป็นประจำเกือบจะทุกทีไป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาความยากจน ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี เมื่อทรงประจักษ์ เช่นนี้จึงทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง ทั้งจากเอกสารต่างๆที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแหล่งน้ำนำขึ้นทูล เกล้าทูลกระหม่อมถวายทรงศึกษาจาแผนที่ที่มีรายละเอียดต่างๆถึงพิกัดที่ตั้ง ของหมู่บ้านในท้องถิ่นชนบทห่างไกลที่แร้นแค้นแหล่งน้ำ หลังจากที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศจริงมาแล้ว ก็จะทรงกำหนดโครงการต่างๆอันเนื่องมาจากพระราฃดำริขึ้นบนแผนที่ก่อน จากนั้นจึงจะพระราชทานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับไปพิจารณาดำเนินการให้ เหมาะสมและถูกต้องในด้านวิชาการต่อไป เหตุนี้ จากผลการศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ในปัจจุบันมีมากกว่า ๒,๐๐๐ โครงการจึงเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การเก็บกักน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำถึง ๑ ใน ๓ ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมดทั้งนี้ ก็เพราะทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในเรื่องน้ำเป็นสำคัญ เนื่องจากน้ำคือชีวิตดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสที่พระราชทานในโอกาสที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ไทยประจำภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง พร้อมด้วยราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรงการต่างประเทศ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒ ตอนหนึ่งที่มีพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้ความว่า "... ที่มีอยู่ในใจก็คือปัญหาความเป็นอยู่ของโลกและของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรบางส่วน ซึ่งอาจทำให้ขาดแคลนและเป็นผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพลโลกอย่างมาก คือการขาดแคลนน้ำที่จะใช้ได้อย่างดี เรื่องนี้ก็อยู่ในแนวเดียวกับสิ่งแวดล้อม ความหนักใจในสิ่งแวดล้อม แต่ว่าเรื่องน้ำนี้ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้นเอง แม้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งสัตว์ทั้งพืชก็ต้องมีน้ำถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อหรือเป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นสิ่งมีชีวิต..." พระ ราชดำรัสองค์นี้แสดงออกให้เห็นถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อราษฎรชาวไทยและต่อมวลมนุษยชาติ จึงทรงพยายามทุกวิธีทางที่จะผ่อนคลายความเดือดร้อนปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ให้แก่ราษฎรให้ได้ โครงการต่างๆอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งำน้ำที่ กระจายกันอยู่ทุก๓มิภาคนั้นได้มีส่วนช่วยให้ราษฎรได้มีน้ำกินน้ำใช้ในการ ดำรงชีพ และประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขได้ เป็นผลให้ชีวิตของราษฎรได้รับการพัฒนาให้ได้มีการอยู่ดีกินดีมากขึ้นกว่า เดิม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีถึงปัญหาการเสื่อมโทรม ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กันระหว่าง ดิน น้ำ และป่าไม้ ที่ต่างกันย่อมมีความสัมพันธ์เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อกันและกัน หากทรัพยากรอย่างหนึ่งอย่างใดถูกรบกวน ก็ย่อมจะต้องส่งผลกระทบความสมดุลทงธรรมชาติให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีป่าก็จะมีน้ำ มีดินอันอุดมสมบูรณ์ มีอากาศชุ่มชื้น ซึ่งเป็นการเกื้อกูลต่อการดำรงอยู่ของสรรสิ่งที่มีชีวิตทั้งของคน สัตว์และ พืชพันธุ์ต่างๆกัน และเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำใน อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อที่จะทรงหาทางช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรนั้น ได้มีพระราชดำรัสในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยทรงกำชับว่า "...การที่จะมีต้นน้ำลำธารไปชั่วกาลนานนั้น สำคัญอยู่ที่การรักษาป่า และปลูกป่าบริเวณต้นน้ำ ซึ่งบนยอดเขาและเนินสูงนั้นต้องมีการปลูกป่าโดยปลูกไม้ยืนต้น แปลูกไม้ฟืน ซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถตัดไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นนั้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้น เป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งถ้ารักษาสภาพป่าไม้ไว้ให้ดีแล้ว ท้องถิ่นก็จะมีน้ำไว้ใช้ชั่วกาลนาน ในป่าต้นน้ำลำธารที่ไม่มีคนบุกรุก อย่าให้คนเข้าไปตั้งหลักแหล่งใหม่ หากไม่มีคนดีก็ดีแล้วอย่างได้นำเข้ามาอีก...ในป่าต้นน้ำลำธารไม่ควรให้มี สิ่งปลูกสร้างอะไรทั้งสิ้น รักษาควบคุมให้ได้..."
พระราชดำรัสที่ พระราชทานแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องตลอดจนพระราช กรณียกิจที่ทรงปฏิบัตินั้น เป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดแก่บรรดาราษฎรชาวไทยทั้งประเทศและชาวโลกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในชนบท อันแสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยที่จะทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราษฎรของพระองค์อย่าง แท้จริง ทรงอุทิศทั้งกำลังพระวรกาย อุทิศกำลังความคิด และสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อที่จะทำให้ราษฎรได้สามารถดำรงชีวิต สามารถประกอบกิจการงาน ประกอบอาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวได้พอมีพอกินตามอัตภาพของแต่ละคนแต่ละครอบ ครัว เป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ราษฎรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อวัน ที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสในพิธีเปิดการประชุม วิชาการนานาชาติ "The Third Princess Chulabhorn Science Congress" เรื่อง "น้ำและการพัฒนา : น้ำเปรียบดังชีวิต" ณ โรงแรมแชงกรี-ลา ตอนหนึ่งความว่า "... การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไป ก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่า การพัฒนาแหล่งน้ำนั้นอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสียทั้งในด้าน เศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวด ล้อมอย่างร้ายแรง...นอกจากความสูญเสียที่เป็นผลโดยตรงแล้ว ยังเกิดภาวะน้ำเน่าขังอยู่ทั่วไป อันเป็นผลกระทบทบอ้อมอีกด้วย ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงประโยชน์อันยั่งยืนและความเสียหายจากภัยธรรมชาติ การพัฒนาแหล่งน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น หวังว่าผลจากการประชุมครั้งนี้ จะได้ความรู้และข้อคิดใหม่ๆที่จะนำปไปปรับใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ให้บังเกิดผลเป็นประโยชน์อันยั่งยืนแก่มนุษยชาติต่อไป..."
พระราช ดำรัสองค์นี้แสดงออกให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาสามารถ และมีแนวพระราชดำริในเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเข้าพระราชหฤทัยอย่าง ยิ่ง เพราะกระแสพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานไปนั้นล้วนแต่ได้ทรงปฏิบัติมาแล้วทั้ง สิ้นในทุกขั้นตอน ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริง ยากที่จะหาผู้ใดมาเทียบเคียงได้ อันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในเรื่องการจัด ทรัพยากรน้ำ ดังนั้น ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๓๙ รัฐบาลจึงได้จัดทำพญานาคทองคำเจ็ดเศียรขึ้นทูลเกล้ากระทูลกระหม่อมถวายโดย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูล เกล้าทูลกระหม่อมถวายพญานาคทองคำเจ็ดเศียรนี้ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๙ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต และในโอกาส นั้นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้กราบบังคมทูลพระกรุณาประกาศพระเกียรติคุณ ที่มีพระมหากรุณาทรงพระราชอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเรื่องการจัดการ ทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้มีน้ำอุปโภคบริโภคและใช้ในการเพาะปลูกทำเกษตรกรรม และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทั้งปวง น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ"
จาก การที่จะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทางเยี่ยมราษฎรใน ชนบทห่างไกลทุกภูมิภาคเป็นประจำนั้น ทำให้ทรงทราบว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศที่ ยึดเอาการทำการเกษตรเป็นอาชีพหลักเลี้ยงตนเองและครอบครัว ให้หันไปประกอบอาชีพอย่างอื่นแทนนั้น ออกจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือจะทำอย่างไนให้ราษฎรที่เป็นเกษตรกรได้มีพื้นบ้านที่ มั่นคงถาวรต่อการประกอบอาชีพของตนให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างที่มีพระราชดำรัสเสมอๆว่า อย่างน้อยที่สุดราษฎรต้องพอมีพอกินพอใช้ สามารถที่จะถึงตนเองให้ได้เสียก่อนเป็นประการแรก จากนั้นจึงค่อยส่งเสริมให้มีความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงขึ้นไปได้ เพราะหากพื้นฐานไม่ดีพอตั้งแต่เริมแรกเสียแล้ว โอกาสที่จะส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้าในการประกอบอาชีพในระดับที่สูงขึ้นไป ย่อมทำได้ยาก หรือไม่อาจจะทำได้เลย ดังนั้น จึงต้องมีขั้นตอนในการพัฒนา ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรม ราโชวาทได้อย่างชัดเจนในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า "...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขึ้น ตอนสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้อง ด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุดังเห็นได้ ที่อารยประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลานี้ ..." กับความอีกตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาทที่ ราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๗ ว่า "...การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัว ให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับสูงขึ้นไปต่อไปได้โดยแน่นอน ส่วนการถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์ เพราะหากไม่กระทำด้วยความระมัดระวัง ย่อมจะหวังผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้โดยยาก..."
พระราชทานดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องพอมีพอกินใช้ตามอัตตาภาพแห่งตนนั้นได้พระ ราชทานมานานแล้ว ถ้านับว่าพระราชทานเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๗ ถึงปัจจุบันก็เป็นระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปีเข้าไปแล้ว มิใช่เพิ่งจะมาพระราชทานเมื่อเกิดเหตุวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยถดถอย หรือที่เรียกกันว่าฟองสบู่แตกเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๘ นี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือว่า เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระราชหฤทัยในชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยของเราเป็นอย่างดีและ อย่างลึกซึ้งอย่างที่ไม่มีนักวิชาการคนใดมองถึงสภาพข้อเท็จจริงอย่างที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรเห็น ดังนั้น จึงได้ทรงเพียรย้ำที่จะพระราชทานพระบรมราโชวาทก็ดี กระแสพระราชดำรัสก็ดี ในเรื่องให้ราษฎรได้ทำมาหากินให้พอกินพอใช้ในครับเรื่อนของตนเสียก่อน เหลือจากกินใช้แล้ว จึงค่อยนำไปจำหน่าย เหตุนี้จึงมีเกษตรกรอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เดือดร้อนต่อวิกฤตการณ์ เศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศไทยแตก คือไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรเหล่านั้น เนื่องเพราะได้ทำเกษตรกรรมแบบพอมีพอกินพอใช้ตามพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเวลานานนับเป็นสิบปีแล้วนั่นเอง เกษตรกรบรรดานี้จึงมีความเป็นอยู่อย่างสบาย ซึ่งตรงกันข้ามกับบรรดาที่คิดว่าประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม จึงดำเนินการประกอบการในเชิงอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ซึ่งเมื่อฟองสบู่แตกจึงถึงซึ่งความสิ้นเนื้อประดาตัวตามๆกัน