รักษาสภาพแวดล้อม

โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาสภาพแวดล้อมต่าง ๆ


โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีอยู่มากมายหลายประเภทแตกต่างกันไปตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการทำมาหากินของประชาชนเป็นสำคัญ และดังที่ทราบกันดีว่า ส่วนใหญ่ประชากรของประเทศไทยยังชีพอยู่ด้วยการทำเกษตรกรรม ดังนั้น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงเกี่ยวข้องอยู่กับเนื่องของการพัฒนาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น ดิน น้ำ ที่ทำกิน ทุน และความรู้ด้านเกษตรกรรม การอนุรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นต้น โดยยึดหลักสำคัญก็คือ ความเรียบง่าย ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้คำว่า Simplify หรือ Simplicity จะต้องเรียบง่ายไม่ยุ่งมากสลับซับซ้อน ทั้งในแนวความคิด และด้านเทคนิควิชาการ จะต้องสมเหตุสมผล ทำได้รวมเร็ว และสามารถแก้ไขปัญหาให้ก่อประโยชน์ได้จริง ตลอดจนต้องมุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainability อีกด้วย

ในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ได้มีการคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการพัฒนา และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ความเข้าใจถ่องแท้ถึงธรรมชาติและสภาวะตามธรรมชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์พทรัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลากหลายไปว่าจะเป็นเรื่องของน้ำ ดิน ทรัพยากรป่าไม้ และเรื่องการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาดังนี้

น้ำคือชีวิต : การจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริ

"หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟ คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้"

กระแสพระราชดำรัสนี้ พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีความหมายชัดเจน ถึงความสำคัญของน้ำต่อชีวิต และการยังชีพของผู้คน ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความห่วงใยเกี่ยวกับ "น้ำ" ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อพสกนิกร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงสถานการณ์เกี่ยวกับ "น้ำ" ซึ่งในปัจจุบันมีปัญหาเกิดขี้นมาก ทั้งในด้านการขาดแคลนน้ำตามท้องที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศในฤดูแล้งและสภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนทำความเสียหายแก่พืชผลและชุมชนในหลายท้องที่เป็นประจำทุกปี ตลอดจนการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คุณภาพน้ำตามแหล่งน้ำของชุมชนเมืองใหญ่ๆ เสียไปไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ เหล่านี้ทำให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่คน สัตว์ พืชและทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดการทรัพยากรน้ำและบริหารแหล่งน้ำตลอดจนที่ดินต่อเนื่องกับแหล่งน้ำและทรัพยากรอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ "น้ำ"

ทรงมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อใดที่สามารถแก้ไข หรือบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำให้แก่ราษฎรได้ เมื่อนั้นราษฎรย่อมจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งพระราชกรณียกิจในการจัดการทรัพยากรน้ำ ที่พระราชทานดำริให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการมาโดยตลอดนั้น มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำจนสามารถสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของราษฎรเป็นหลัก เพื่อจะได้พัฒนาคุณภาพชีวิตจากสภาพยากจนแร้นแค้นให้อยู่ในฐานะ "พอมีพอกิน" หรือถึงขั้น "มีกินมีใช้" ต่อไปได้

การพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน


งานพัฒนาแหล่งน้ำผิวดินเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการมีหลายประเภทได้แก่ งานอ่างเก็บน้ำ งานฝ่ายทดน้ำ งานขุดลอกหนองและบึง และงานสระเก็บน้ำประจำไร่นา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการก่อสร้างสนองพระราชดำริกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ รวมแล้วมากกว่าสองพันโครงการ

เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับสนองพระราชดำริ ดำเนินการก่อสร้างงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรได้มีอุปโภคบริโภคและใช้ในการเพาะปลูก โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่ขาดแคลนน้ำเสร็จเรียบร้อนแล้ว ราษฎรย่อมได้รับประโยชน์เต็มที่ ทำให้มีน้ำใช้โดยไม่ขาดแคลนดังเช่นเคยประสบมา โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพราะราชดำริประเภทและขนาดต่าง ๆที่ปรากฎอยู่ทุกท้องถิ่นชนบททั่วประเทศ ล้วนทำให้ราษฎรได้มีน้ำใช้ในการดำรงชีพ มีน้ำใช้ทำนา ทำไร่ ทำสวน มีน้ำเพาะเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์พระราชกรณียกิจในด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานพัฒนาแหล่งน้ำนำผิวดินมาใช้ประโยชน์นั้น จะทรงพิจารณาถึงความเหมาะสมหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือด้านลักษณะภูมิศาสตร์

ในด้านการพิจารณาความเหมาะสมเกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์นั้น ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในชนบท เมื่อราษฎรที่มาเฝ้าฯรับเสด็จฯกราบบังคมทูลถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกจะทรงซักถามข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของราษฎรเหล่านั้นอย่างละเอียด เป็นต้นว่า บริเวณที่ต้องการน้ำอยู่ในเขตหมู่บ้านตำบลใด สภาพการขาดแคลนน้ำในแต่ละปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ฯลฯ แล้วทรงบันทึกข้อมูลลงบนแผนที่นั้น รวมทั้งข้อมูลจากที่ทรงได้รับจากราษฎร บางครั้งจะทรงใช้ภาพถ่ายทางอากาศพิจารณาประกอบพระราชดำริด้วยว่า มีลู่ทางสามารถจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในรูปแบบใด มีขนาดโครงสร้างที่สมควรดำเนินการช่วยเหลือเป็นโครงการขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่เพียงใดจึงจะเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศแต่ละแห่งและทุกครั้งจะทรงพิจารณาร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่ตามเสด็จ เพื่อหาลู่ทางดำเนินงานให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและสอดคล้องกับสภาพแหล่งน้ำรวมถึงความต้องการของราษฎรอยู่เสมอ หลังจากนั้นจึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไป

ทรงแก้ไขปัญหาน้ำท่วม


งานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่หน่วยงานต่าง ๆดำเนินการสนองพระราชดำริมีอยู่หลายวิธี โดยแต่ละวิธีจะมีความเหมาะสมกับสภาพท้องที่ ความสามารถในการป้องกันหรือแก้ไขสภาพน้ำท่วม ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป เช่น การก่อสร้างคันกันน้ำ เพื่อกั้นน้ำที่มีระดับสูงกว่าตลิ่งไม่ให้ไหลป่าเข้าท่วมพื้นที่ต่าง ๆ ตามที่ต้องการ การก่อสร้างทางผันน้ำเพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือเฉพาะบางส่วนที่จะล้นตลิ่งออกจากลำน้ำให้ไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุดขึ้นใหม่ไปลงนำน้ำสายอื่นหรือระบายสู่ทะเล การปรับปรุงลำน้ำเพื่อช่วยให้น้ำสามารถไหลตามลำน้ำได้สะดวก การป้องกันน้ำท่วมด้วยเขื่อนเก็บกักน้ำ โดยเขื่อนรองรับน้ำไหลหลากจำนวนมากในระยะฤดูฝนไว้ และด้วยการระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังโดยคลองระบายน้ำ และการสูบน้ำ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในปัญหาการเกิดน้ำท่วมพื้นที่ต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง เช่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เกิดน้ำท่วมขังอย่างหนักในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้พระราชทานพระราชดำริให้หาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นที่มาของ "โครงการแก้มลิง" ซึ่งได้พระราชทาน พระราชอรรถาธิบายว่า

"ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปลอกแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวแล้วเอาเก็บที่แก้ม ลิงจะเอากล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุงแก้มได้เกือบทั้งหวีโดยเอาไปไว้ที่แก้มก่อนแล้วจึงนำมาเคี้ยวบริโภคและกลืนกินเข้าไปภายหลัง"

เปรียบเทียบได้กับเมื่อเกิดน้ำท่วมที่ขุดคลองต่าง ๆ เพื่อชักน้ำให้มารวมกันแล้วนำมาเก็บไว้เป็นบ่อพักอันเปรียบได้กับแก้มลิงแล้วจึงระบายน้ำลงทะเลเมื่อปริมาณน้ำทะเลลดลง

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

  1. ดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลไปตามคลองในแนวเหนือ-ใต้ ลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณชายทะเล เช่น คลองชายทะเลฝั่งตะวันออก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ แก้มลิงต่อไป
  2. เมื่อระดับน้ำทะเลลดลงต่ำกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าวออกทางประตูระบายน้ำ โดยใช้หลักการทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ตามธรรมชาติ
  3. สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่ "แก้มลิง" นี้ให้ระบายออกในระดับต่ำที่สุดออกสู่ทะเล เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อยๆๆ ไหลมาเองตลอดเวลาที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่น้อยลง
  4. เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในคลอง ให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำย้อนกลับ โดยยึดหลักน้ำไหลทางเดียว (One Way Flow)

โครงการแก้มลิงนับเป็นนิมิตหมายอันเป็นสิ่งที่ชาวไทยทั้งหลายรอดพ้นจากทุกข์ภัยน้ำท่วม ซึ่งนำความเดือดร้อนแสนลำเค็ญมาสู่ชีวิตที่อบอุ่นปลอดภัย ซึ่งแนวพระราชดำริอันเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมนี้มีพระราฃดำริเพิ่มเติมว่า

"ได้ดำเนินการในแนวทางที่ถูกต้องต้องแล้ว ขอให้รีบเร่งหาวิธีปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพต่อไปเพราะโครงการแก้มลิงในอนาคตจะสามารถช่วยพื้นที่ได้หลายพื้นที่..."

ทรงแก้ไขปัญหาน้ำเสีย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยใกล้แหล่งน้ำเน่าเสีย ได้พระราชทานพระราชดำริเรื่องแก้ไขบำบัดน้ำเสียไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน

  • การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการปรับปรุงแหล่งน้ำ เช่น บึง และหนองน้ำที่มีอยู่แล้วเพื่อทำเป็นแหล่งบำบัดน้ำเสียที่รับจากคลองเข้ามาให้มีสภาพดีขึ้นด้วยผักตบชวา เช่น โครงการบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยวิธีการเติมอากาศ ได้พระราชทานรูปแบบประดิษฐ์ที่เรียบง่าย ประหยัดและสามารถที่จะเป็นต้นแบบให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปประดิษฐ์เพื่อใช้งานโดยทั่วไปได้ง่ายด้วย ทั้งนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว และดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย โดยวิธีเติมอากาศขึ้นเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายว่า "กังหันน้ำชัยพัฒนา" ซึ่งเป็นที่นิยมและนำไปใช้งานเกือบทั่วประเทศในขณะนี้
  • โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียบริเวณหนองหาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ทำการศึกษาและพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย โดยวิธีธรรมชาติ ด้วยการรวบรวมน้ำโดยระบบท่อ ส่งไปยังระบบบำบัดน้ำเสียเข้าสู่ระบบ บ่อเติมอากาศแบบผึงแดดแล้วไหลผ่านไปยังแปลงพืชน้ำให้บำบัดน้ำในขั้น ตอนสุดท้ายจนได้คุณภาพน้ำมาตรฐานก่อนการระบายลงสู่หนองหารต่อไป
  • โครงการศึกษา วิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นการโครงการศึกษาวิจัย วิธีการบำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะมูลฝอยและการรักษาสภาพป่าชายเลนด้วยวิธีธรรมชาติโดยอาศัยป่าชายเลนช่วยในการบำบัดน้ำเสียประกอบด้วย ระบบท่อส่งน้ำเสีย ส่งน้ำไปยังระบบบำบัดที่ประกอบด้วย บ่อตกตะกอน บ่อบำบัดแบบผึ่งแดด บ่อปรับคุณภาพน้ำ ระบบบึงชีวภาพ ซี่งเป็นบ่อดินตื้น ๆ ปลูกพืชน้ำลำต้นขนาดเล็ก แต่ขึ้นกระจายหนาแน่นเมื่อดูดสารพิษ สารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้า และแปลงป่าชายเลนเพื่อการบำบัดก่อนระบายลงสู่ทะเลต่อไป ผลการดำเนินงานบำบัดน้ำเสียตามแนวพระราชดำริ โดยวิธีที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลักดังกล่าวนี้ สามารถนำไปประยุกต์ในที่ที่ชุมชนต่าง ๆ ที่มีพื้นที่ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก

การป้องกันการเสื่อมโทรมและพังทลายของดิน โดยใช้หญ้าแฝก

การชะล้างพังทลายของดินก่อให้เกิดการสูญเสียหน้าดินที่ประกอบไปด้วยสารอาหารซึ่งสะสมให้ดินรวมทั้งความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติ สาเหตุของสภาพความเสื่อมโทรมของดินจากกรณีผิวหน้าดินถูกกัดเซาะจากฝนที่ตกลงมาและน้ำที่ไหลบ่าหน้าดินเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ทำให้หน้าดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไป ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตร ทำให้ผลผลิตลดลง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงสภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยทรงศึกษาถึงศักยภาพของ "หญ้าแฝก" ซึ่งเป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยป้องกันการซะล้างพังทลายของหน้าดิน และอนุรักษ์ความชุ่มชื้นใต้ดินไว้ อีกทั้งเป็นพืชพื้นบ้านของไทย วิธีการปลูกใช้เทคโนโลยีแบบง่าย ๆ เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้โดยไม่ต้องการดูแลการปลูกมากนัก อีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๔ จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชดำริ ให้ดำเนินการศึกษาทดลองเกี่ยวกับหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน ในพื้นที่ของศูนย์ศึกษา การพัฒนาต่าง ๆและในพื้นที่อื่น ๆ ให้กว้างขวาง ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

หญ้าแฝกเป็นพืชที่มีระบบรากลึก แผ่กระจายลงไปในดินตรง ๆ เป็นแผงเหมือนกำแพงช่วยกรองตะกอนดิน รักษาหน้าดินได้ดี จึงควรนำมาศึกษาและทดลองปลูก ในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพื้นที่อื่น ๆ ที่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง โดยจะพิจารณาจากลักษณะของภูมิประเทศ คือ บนพื้นที่ภูเขา ให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวขวางของความลาดชัน และในร่องน้ำของภูเขา เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินและช่วยเก็บความชื้นของดินไว้ด้วย บนพื้นที่ราบ ให้ปลูกหญ้าแฝกรอบแปลงหรือปลูกในแปลง แปลงละ ๑ หรือ ๒ แนว ส่วนแปลงพืชไร่ให้ปลูกตามร่องสลับกับพืชไร่ เพื่อรากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดินและหญ้าแฝกจะเป็นตัวกักเด็บไนโตรเจนและกำจัดสิ่งเป็นพิษ หรือสารเคมีอื่น ๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำลำคลอง โดยกักให้ไหลลงไปใต้ดินถนน รอบพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อป้องกันดินพังทลายลงไปในอ่างเก็บน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่ตื้นเขิน ตลอดจนช่วยรักษาดินเหนืออ่าง และช่วยให้ป่าไม้บริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวมเร็ว บริเวณหญ้าคาระบาด เพื่อศึกษาดูว่าหญ้าแฝกจะสามารถควบคุมหญ้าคาได้หรือไม่ เหนือแหล่งน้ำเพื่อป้องกันตะกอน และดูดซับสารเคมี ตลอดจนของเสียต่าง ๆ ที่ไหลลงในแม่น้ำ เพราะหญ้าแฝกจะดูดซับสารพิษต่าง ๆ ไว้ในรากและลำต้นได้นานจนสารเคมีนั้นสลายตัวเป็นปุ๋ยสำหรับพืชต่อไป

แนวพระราชดำริด้านป่าไม้

ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏจักรธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ลดลงอย่างมากจึงทรงพยายาม ค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคงถาวร โดยมีวิธีการที่เรียบง่ายและประหยัดในการดำเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดังเดิม ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริหลายวิธีการคือ

ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เป็นความเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งถึงวิธีแห่งธรรมชาติ โดยที่ได้พระราชทานแนวคิดว่าบางครั้งป่าไม้เจริญเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติขอเพียงอย่างเข้าไปรบกวนและทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากปล่อยไว้ตามสภาพธรรมชาติชั่วระยะเวลาหนึ่ง ป่าไม้ก็ขึ้นสมบูรณ์เอง การระดับปลูกป่าซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและระบบนิเวศนั้น นอกจากต้นไม้ที่ปลูกไว้จะตายโดยไม่ได้ประโยชน์แล้วยังทำลายสภาพแวดล้อมอีกด้วย แนวความคิดที่ลึกซึ่งนี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า ปลูกป่าโดยไม่ต้อ§ปลูก ซึ่งเป็นที่ยึดถือกันในหมู่ผู้รู้ทั่วไป

ป่า ๓ อย่าง ป่าไม้ ๓ อย่างเป็นแนวคิดของการผสมผสานความต้องการในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่า ควบคู่ไปกับความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม กล่าวคือ เพื่อป้องกันมิให้เกษตรบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ จึงควรให้ดำเนิน การปลูกป่า ๓ อย่าง เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง คือป่าสำหรับไม้ใช้สอย ป่าไม้สำหรับเป็นไม้ผลและป่าสำหรับเป็นเชื้อเพลิง ป่าหรือสวนป่าเหล่านี้นอกจากเป็นการเกื้อกูลและอำนวยประโยชน์ใน ๓ อย่างนั้นแล้ว ป่าไม้ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็จะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ ดินและน้ำและคงความชุ่มชื้นเอาไว้อันเป็นการอำนวยประโยชน์ อย่างที่ ๔ ซึ่งเป็นผลพลอยได้

พระราชดำริ "ป่าเปียก เกิดขึ้นเพื่อเป็นแนวในการป้องกันไฟป่าทรงคิดค้นขึ้นโดยนำหลักการที่แสนง่ายแต่ได้ประโยชน์มหาศาล โดยมีหลายวิธีการด้วยกัน เช่น ใช้แนวคลองส่งน้ำ โดยปลูกพืชตามแนวคลองนี้ ปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้ำ เพื่อความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้น และแผ่ขยายออกไปไว้สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือ check dam ขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปกลายเป็น "ป่าเปียก" เสริมการปลูกป่าบนพื้นที่สูงในรูป "ภูเขาป่า"

ฝายชะลอความชุ่มชื้น (check dam) ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่เกิดจากพระปรีชาสามารถอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงคิดค้นขึ้นเพื่อเป็นวิธีการในการสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ด้วยวิธีง่าย ๆ ประหยัดและได้ผลดี นั่นคือการสร้างฝายเล็กๆ ให้สอดคล้องไปกับสภาพธรรมชาติ โดยการใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ฝายชะลอความชุ่มชื้น (check dam) มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ฝายต้นน้ำลำธาร สำหรับกักกกระแสน้ำ ไว้ให้ไหลช้าลง และสามารถซึมลงใต้ผิวดิน เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในบริเวณนั้น และอีกประเภทหนึ่งคือฝายดักตะกอนดิน และทรายไม่ให้ไหลสู่แหล่งน้ำเบื้องล่าง ฝายทั้ง ๒ ประเภท คือฝายต้นลำธาร สำหรับกักกระแสน้ำ ไว้ให้ไหลช้าลง และสามรถซึมลงใต้ผิวดิน เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในบริเวณนั้น และอีกประเภทหนึ่งคือฝายดักตะกอนดิน และทรายไม่ให้ไหลสู่แหล่งน้ำเบื้องล่าง ฝายทั้ง ๒ ประเภทสามารถสร้างความชุ่มชื้นและชะลอความชุ่มชื้น และระบบวงจรน้ำที่อำนวยประโยชน์แก่การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่ง ดังตัวอย่างที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

You are here รักษาสภาพแวดล้อม